หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 




 

ความสุขบรรจุเล่ม ความสุขบรรจุขวด

                ผมเป็นหนี้บุญคุณซีคิดส์

                ซีคิดส์คือนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ของสยามอินเตอร์คอมิกส์ ทุกๆ วันศุกร์จะเห็นเด็กๆ ชาวจังหวัดนครสวรรค์ไปรอหน้าร้านหนังสือการ์ตูนหน้าโรงเรียน เพื่อจับจองความสุขบรรจุเล่มงวดล่าสุดก่อนเพื่อนๆ, ทั้งๆ ที่ ไอ้คนที่ซื้อมาคนแรกนั่นแหละ จะได้อ่านเป็นคนท้ายสุด เพราะกัลยาณมิตรท่านอื่นจะดึงยื้อแย่งไปอ่านก่อน อันเจ้าของจะอาริยขัดขืนก็มิได้ด้วยเกรงใจ และจริงๆ แล้ว เหตุผลที่มันรีบรุดซื้อมาเป็นคนแรก ก็เพราะว่าอยากให้เพื่อนยืมอ่านเยอะๆ จะได้ซื้อใจเพื่อน ให้ตัวเองได้ป๊อปปูล่าร์อีกทางหนึ่งนั่นแหละ หึ! ชั้นรู้ทันแกนะ! (เพราะชั้นก็เป็นคนหนึ่งที่เคยทำอย่างนั้นเหมือนกัน)

                เรื่องเด็ดโดนในซีคิดส์สมัยที่ผมอ่าน (ซึ่งนานนมมาแล้ว) ก็อย่างเช่น วันพีซ (ปัจจุบันก็ยังไม่จบ) ชาแมนคิง นูเบมืออสารล่าปีศาจ ซึบาสะภาคต่างๆ การ์ตูนเหล่านี้ทำให้ผมเติบโตมาอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ตึงไป ทำให้มีเรื่องคุยกับเพื่อน มีเรื่องอัพเดทว่า เฮ้ย ซึบาสะได้ไปบอลโลกอีกแล้วเหรอวะ พระเอกอัพเกรดร่างเกราะหรือยัง ตัวละครนู้นตายหรือยัง ตัวละครนี้กลับชาติมาเกิดใหม่หรือยัง

                 มองแบบน่ารักๆ ก็เป็นสมอลล์ทอล์คของเด็ก ทำให้มีหัวข้อคุย มีพระเอกร่วม ศัตรูร่วม กระชับมิตรกันไปตามสภาพ

 

                และแล้ววันหนึ่งสมัยม. ต้น ในช่วงอากาศกำลังดี, ‘ไอส์' ก็มาถึง

                ไอส์ เป็นผลงานของอาจารย์มาซาคัตสึ คัตสึระ เดิมทีอาจารย์แกจะวาดแนวแฟนตาซีๆ หน่อย มีทะลึ่งตึงตังปนมาบ้างพอให้ใจ (คนอ่าน) กระชุ่มกระชวย ผลงานที่ดังๆ ที่ผ่านมาก็เช่น วิงแมน เซ็ตแมน ชาโด้วเลดี้ วิดีโอเกิร์ล (แค่ชื่อเรื่องก็เสียวสยิวแล้วใช่ไหม)

                แต่ไอส์ต่างออกไป - มันเป็นเรื่องแนวเมโลดราม่าและธรรมดาอย่างที่สุด ไม่แฟนตาซี ไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคล้ำยุค ไม่มีการผจญภัยเจ็ดน่านน้ำ ไม่มีองค์กรชั่วร้ายหมายครองโลก ไม่มีพระเอกสุดแมน - และถ้าจะให้พูดกันจริงๆ แล้ว พระเอกของเรื่องนี้ออกจะขี้ขลาด แถมเป็นคนแหยๆ เสียด้วยซ้ำ

                อิจิทากะ เซโตะ พระเอกของไอส์ เป็นนักเรียนชายมัธยมปลายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขามีนิสัยขี้อายและชอบเก็บตัว แต่ดันทำตัวไม่เข้ากับนิสัย แอบไปมีใจให้ดาวของห้อง -- อิโอริ - ซึ่งสำหรับอิโอริ นอกจากเธอจะมีสถานะเป็นดาวของห้องแล้ว เธอยังเป็นกึ่งๆ ดาราด้วยหลังจากได้ถ่ายรูปในชุดว่ายน้ำสี่สีเสปรดให้กับแมกาซีนเล่มหนึ่ง และนั่นเป็นวิธีที่อาจารย์มาซาคัตสึใช้เปิดเรื่อง, ภาพเสปรดสี่สีชุดว่ายน้ำแบบเอ็กซ์ๆ ของน้องอิโอริในซีคิดส์, นิตยสารการ์ตูนเด็กรายสัปดาห์, การ์ตูนเด็ก

                เปิดมาครั้งแรก ผมแทบเลือดกำเดากระฉูดด้วยทรวด-ทรง-องค์-เอว

                ผมกำลังหลุดประเด็นละ, นั่นไม่ใช่พอยนต์ที่จู่ๆ เล่าขึ้นมา, ที่จะเล่าก็คือการ์ตูนเรื่องไอส์นี่ละครับ ที่ทำให้ผมได้รู้จักวัดคิโยมิซึเดระ เพราะวัดนี้เป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งในเรื่อง และที่สำคัญ, เป็นฉากที่ผมประทับใจ, ฉากไปทัศนศึกษา (ซึ่งเวลาไปทัศนศึกษา เปอร์เซ็นต์การสารภาพรักของหญิงชายในการ์ตูนจะพุ่งสูงขึ้นจนมากเป็นอันดับสามเทียบกับสถานการณ์อื่น)

                ท่านผู้อ่านก็ลองคิดดูสิครับว่าเด็กม. ต้นวัยทวีน ภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัดคนหนึ่ง เวลาได้ประทับใจกับการ์ตูนทะลึ่งๆ เรื่องโปรด ฉากในความทรงจำมันจะฝังจิตขนาดไหน ฉากสารภาพรักเชียวนะ! อ่านไปน้ำมูกก็ย้อยไปน่ะ! (บางครั้งน้ำมูกก็แดงเพราะผสมกำเดามาด้วย)

                ฮัด-เช่ย!

                แหะ แหะ เรียกได้ว่าแค่ได้มาเหยียบบริเวณวัด ความหลังครั้งยังเยาว์ก็ฟุ้งขจรขจายขึ้นมาจนคัดจมูกเลยแหละ

 

                ต้องขอชมอาจารย์มาซาคัตสึ (และคณะผู้ช่วยวาดฉาก) ที่รังสรรค์ภาพวัดคิโยมิสึเดระได้แทบจะเหมือนจริงทุกประการ, ผมคิดว่านี่เป็นความมหัศจรรย์ข้อหนึ่งของการ์ตูนญี่ปุ่น ถึงแม้ภาพจะเป็นขาวดำ ใช้ลายเส้นง่ายๆ ไม่ได้วาดเหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้ว เป็นแค่หมึกที่พิมพ์หยาบๆ อยู่บนกระดาษสากๆ แต่เมื่อได้อ่าน ในสมองเรากลับเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีความละเอียดของภาพสูงยิ่งกว่าโทรทัศน์ไฮเดฟินิชั่นเสียอีก

                วัดคิโยมิสึเดระเป็นวัดที่มีความเก่าแก่กว่าสี่ร้อยปีแล้ว* แต่น่าแปลกที่สิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังดูใหม่สะอาด ซึ่งคงต้องขอบคุณผู้ที่ดูแลรักษามรดกโลกแห่งนี้เป็นอย่างดี ถึงจะบอกว่าดู ‘ใหม่สะอาด' แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวอย่างนั้นนะ, ทว่าเป็นความใหม่สะอาดที่มีกลิ่นอายของอาริยธรรมอันรุ่งเรืองเมื่อหลายร้อยปีก่อนด้วย

                ฉากที่ตรึงตาผมมาตั้งแต่สมัยไอส์คือ ระเบียงซึ่งก่อสร้างเป็นเวิ้งรับกับภูมิประเทศซึ่งเป็นไหล่เขา เป็นระเบียงที่มีขนาดใหญ่บักเอ้กกะด้วยสายตาสามารถรองรับเด็กนักเรียนประถมให้มาเกาะได้เกือบทั้งโรงเรียน มองออกไปจะเห็นยอดไม้หนาแน่น (ซึ่งวันนี้-โกร๋น) หากมองไกลจะไปอีกจะเห็นตัวเมืองเกียวโต มิสเอ็กซ์ลองก้มมองดูด้านล่างแล้วอุทานว่าสูงม้าก! ผมลองมองบ้าง พบว่าน่าจะสูงประมาณสิบกว่าเมตร

                ไอ้ความสูงชันตรงนี้แหละครับ ทำให้เกิดประโยคภาษาญี่ปุ่นว่า "ไปกระโดดลงจากระเบียงวัดคิโยมิสึเดระ" ซึ่งแปลว่า การตัดสินใจลงแรงทำอะไรถึงแม้รู้ว่าเสี่ยงก็ตาม เห็นว่าในสมัยเอโดะ ถ้าใครสามารถรอดจากการโดดระเบียงสูงนี้แล้วละก็ คำอธิษฐานข้อหนึ่งของเซอร์ไวเวอร์ผู้นั้นจะถูกทำให้เป็นจริงด้วย

                แต่สมัยนี้โดดแล้ว - ตายฟรีนะ

 

                นอกจากจะโด่งดังจากระเบียงเสี่ยงตายวายชีวาตรงนี้แล้ว วัดคิโยมิสึเดระยังมีความโด่งดังจาก "น้ำทิพย์สามสาย" ซึ่งมิสเอ็กซ์ก็ไม่พลาดที่จะวิ่งปรู๊ดปร๊าดไปต่อคิว (ยาวกว่าร้อยคน) เรียบร้อยแล้ว และที่ต้องเสริมคือ "วิ่งไปต่อคิวด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊าเกินหน้าเกินตามากๆ" ชิชะ!

                ผมขี้เกียจไปแทรกกับคลื่นมนุษย์ด้วย และอยากอยู่เงียบๆ นั่งกินลมชมวิวสักพัก จึงวางเป้ พักบั้นท้ายและบั้นเท้าลงบนบันได

                น้ำทิพย์ที่มิสเอ็กซ์กำลังฝ่าฟันขันแข็งเพื่อให้ได้ลิ้มลองนี้ เป็นน้ำสามสายซึ่งไหลออกมาจากรางท่อบนหลังคาหิน ความเชื่อคือ ถ้าได้ดื่มน้ำสายที่หนึ่งจะประสบความสำเร็จเรื่องการศึกษาหรือการงาน, สายที่สองเรื่องความรัก, และสายที่สามเรื่องสุขภาพ แต่เท่าที่สังเกตดูทุกคนก็จะรองดื่มทั้งสามสายกันทั้งนั้น ประมาณว่าไหนๆ มาแล้ว ก็เอาทั้งการศึกษา ความรัก และสุขภาพเลยละกัน คนที่นำมากรอกใส่ขวดเพื่อนำกลับบ้านก็มีไม่น้อย หากขี้เกียจรอหรือขี้เกียจกรอกใส่ขวด ทางวัดยังมีแบบบรรจุพาสเจอร์ไรซ์สำเร็จรูปไว้ขายด้วย เป็นคำอวยพร เป็นน้ำทิพย์ เป็นความสุขบรรจุขวด!

                เอากับเค้าซี้! ซี้! ซี้! (ประโยคนี้เป็นคำอุทาน, ไม่ใช่เป็นการเซ้าซี้ให้มาปฏิบัติกามกิจกับผมแต่อย่างใด)

                แล้วก็ถึงตาของมิสเอ็กซ์ เธอรองทั้งสามสายผสมกัน ดื่มเป็นกระบวยแรก, และรองสายที่สองจนปรี่เพื่อซดเฮือกอีกกระบวย เมื่อเสร็จสิ้นพิธี เธอก็เดินมาหาผมด้วยสีหน้าอิ่มเอิบใจ

                "สมควรแล้วล่ะ ไม่ดื่มอีกสักกระบวยเหรอ ฮิฮิ" ขณะที่เธอมีสีหน้างุนงงว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผมก็รีบโหนเป้ใส่หลัง จ้ำอ้าวหนี ก่อนที่ความคิดและรองเท้าลายมิกกี้เมาส์ของเธอจะเดินทางตามมาทัน

* เฉพาะสิ่งก่อสร้างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน, ส่วนวัดนั้นถูกก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยนาระ ราว ค.ศ. 798

 



 

พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พฤหัส

ข้าพเจ้าขอหยุดสักพักนะจ๊ะ แล้วนางมารร้ายจะกลับมาอย่างสมบูรณ์กว่าเดิมจ้ะ ขออภัยผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้

 

ทางเดินสายปาดยา

posted on 17 Sep 2009 21:31 by champcpe  in chapter

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 

 

ทางเดินสายปาดยา

ใครบอกว่าดอกไม้ไม่มีฤทธิ์ขับกล่อมจิตใจ?

                ผมเถียงได้ว่าไม่จริง! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราฝากความหวังอันสูงสุดไว้กับดอกไม้เหล่านั้นด้วยแล้ว

                จากหนังสือ (อะไรๆ ก็อ้างหนังสือ เพราะเป็นมนุษย์หนังสือ) ทางเดินสายปรัชญาควรจะเต็มไปด้วยดอกซากุระบานสะพรั่งเป็นสีขาวอมชมพูเหมือนแก้มเด็ก แต่เท่าที่เห็นมีเพียงแถวต้นซากุระโกร๋นๆ ยิ้มเยาะเราด้วยแผ่นพลาสติกหมายเลขประจำตัวสีฟ้าที่ถูกเย็บตรึงแน่นติดกับลำต้น บนแผ่นพลาสติกของแต่ละต้นมีหมายเลขกำกับไว้ ไล่จากหนึ่ง บวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงอินฟินิตี้ อย่างไร้จุดสิ้นสุด

                ที่ว่าไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่รู้มันจะไปสุดที่ตรงไหน หากเป็นตัวเลขเคานท์ดาวน์ เรายังพอจะเดาได้บ้างว่าอย่างมากคงสุดที่หนึ่งหรือศูนย์ ถ้าตอนนี้ตัวเลขคือหนึ่งร้อย ถัดไปอีกร้อยต้นก็น่าจะจบการเดินทางอันวิบากนี้แล้ว

                แต่นี่มันเคานท์อัพ - นับขึ้น

                ดังนั้นเราหมดสิทธิ์จะเดา มีร้อย สองร้อย สามร้อย หรือแปดพันห้าร้อยยี่สิบสี่ต้นก็ไม่รู้!

                ทางเดินสายปรัชญาหรือทางเดินวิบากนี้เป็นทางเชื่อมระหว่างวัดกินคะคุจิและวัดนันเซ็นจิ มีความยาวประมาณสองกิโลเมตร เลียบไปกับทางเดินคือคูคลองย่อมๆ ขนาดน่ารัก สองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยต้นซากุระ (ซึ่งขณะนี้ อย่างที่ทราบ-ซากุระยังเตรียมการแสดงอยู่) และบ้านเรือนที่มีสเน่ห์แบบเก่าๆ ของเกียวโต

                ผมพยายามเบี่ยงความสนใจของตัวเองไปที่บ้านเรือนรอบข้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ นั้นดูแปลกตาอย่างที่หาไม่ได้ในประเทศไทย เมื่อประสมรวมกับความช่างคิดประดิษฐ์ค้น ความรักสวยรักงามของชาวญี่ปุ่น บ้านที่รูปทรงสวยอยู่แล้วยิ่งมีความงามขึ้นไปอีก เพราะแต่ละบ้านจะถูกประดับประดาด้วยของเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่นิสัยใจคอของผู้อยู่อาศัย บางบ้านก็เป็นดอกไม้ บางบ้านโมบาย บางบ้านเป็นโคมไฟหิน ถึงจะดูเรียบแต่เห็นแล้วอุ่นใจดีชะมัด รู้สึกได้ว่าเป็นความน่ารักที่แท้จริง

               

                บนโลกนี้มีมนุษย์จำพวกหนึ่งที่แปลก, คือเป็นพวกบ้าตัวเลข, มนุษย์จำพวกนี้หากได้ลองเล่นหุ้นก็จะนั่งจ้องตัวเลขเขียวแดงตามผังทั้งวันไม่เป็นอันกินนอน หากมีสมุดธนาคารก็ชอบคำนวณแล้วคำนวณอีกว่าสิ้นปีนี้จะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ หากเผชิญกับรถติดตามสี่แยกที่มีสัญญาณไฟแจ้งบอกเวลารอ ก็เพ่งซะราวกับว่าจะทำให้มันนับเร็วขึ้น

                ผมว่าตัวเองต้องเป็นหนึ่งในมนุษย์จำพวกบ้าตัวเลข - อย่างน้อยก็ต้องเป็นแบบอ่อนๆ แน่ๆ เพราะทั้งๆ ที่บรรยากาศรอบข้างจะดีแค่ไหน แปลกหูแปร่งตาน่าประหลาดใจเท่าใด พอได้เห็นแสงจ้าสะท้อนจากป้ายพลาสติกสีฟ้าที่ประจำตัวซากุระแต่ละนางนั่น, ห้ามยังไงก็ห้ามไม่อยู่ ระงับอยากรู้ไม่ได้ว่าความทรมานจะสิ้นสุดลง ณ วินาทีที่เท่าไหร่ของชีวิต เป็นความร่วมมือกันฉันท์มิตรระหว่างสองเท้ากับสองตา ระหว่างที่สองเท้าค่อยๆ คืบคลานไปตามทางเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้านั้น มันก็หยิกแกมหยอกบังคับแกนนัยน์ตาทั้งคู่ให้เหลียวไปมองตัวเลขอย่างถี่เกิน พิกัดไปพร้อมๆ กันด้วย

                ร้อยโกร๋นก็แล้ว สองร้อยโกร๋นก็แล้ว ทางเดินยังไม่มีทีท่าว่าจะขมวดจบ

                ผมเกิดสำนึกรู้ว่าตนคงไม่ใช่นักปรัชญากระมัง ถึงไม่สามารถทนทางเดินแค่ระยะทางสั้นๆ นี้ได้

จิตอีกข้างก็เถียงกับตัวเองว่าตอนนี้ร่างกายเราไม่พร้อม ไม่ฟิตเต็มร้อยเท่านั้นเอง ถ้าได้นอนเต็มอิ่มมาเมื่อคืน ทางเดินจิ๊บๆ แค่นี้สบายมาก! ฉันเป็นนักปรัชญาได้สบายมาก!

                ข้างกายผมคือมิสเอ็กซ์ผู้ส่งเสียงบ่นงึมงัมตลอดช่วงเวลาการเดินทาง

"โอ้ย ร้อนจังเลยแก ไหนบอกว่าญี่ปุ่นหนาวไงแก โอ้ย เมื่อยจังเลยแก ไม่น่าซื้อรองเท้าใหม่มาเมื่อวานเลยแก (รองเท้าลายมิกกี้เมาส์ที่เธอเตรียมมาเที่ยวดิสนีย์แลนด์ - น่ะเอง) โอ้ย เมื่อไหร่จะหมดล่ะแก นี่มันนานมากแล้วนะ สองกิโลเมตรญี่ปุ่นกับสองกิโลเมตรไทยนี่ต้องไม่เท่ากันแน่ๆ เลยแก ชั้นว่า"

                เออ.. คงไม่เท่ามั้ง ผมตอบ

                "นี่อย่ากวนได้เปล่า คนเหนื่อยๆ อยู่นะ ฮึ่ย ไม่ได้เรื่อง!" เธอแผดเสียงแก่นเซี้ยวเป็นลูกสาวกำนัน หรือจะให้พูดอย่างมีชั้นเชิงกว่านั้น, เป็นนางเอกหนังเกาหลี ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวและหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นในกรณีนี้คือ ผมดูหนังเกาหลีมากี่เรื่องกี่เรื่อง นางเอกทุกเรื่องก็มอบใจให้กับพระเอกในตอนจบ - ในที่นี้, เป็นพระเอกซึ่งกำลังมองหาตู้น้ำกระป๋องหยอดเหรียญอยู่และหอบแฮกๆ ด้วยความที่ไร้ของเหลวในร่างกาย, อ้าว, กูเองนี่หว่า! ไม่นะ!

                ผมหลบความคิดของตัวเองโดยโฟกัสไปที่การค้นหาตู้หยอดเหรียญต่อไป

                อ๊ะ... นั่นไง เจอแล้วหนึ่งตู้ ผมหยอดเหรียญร้อยเยนสองเหรียญเข้าไปอย่างว่องไว น้ำกระป๋องที่นี่ส่วนใหญ่จะราคาเท่าๆ กัน ตั้งแต่ร้อยเยนไปจนร้อยห้าสิบเยน มีทุกอย่างไม่ว่าเราจะต้องการแบบเบสิกหรือว่าแอดวานซ์ เบสิกที่ต้องมีอยู่แล้วก็คือ ชา กาแฟ น้ำเปล่า น้ำมะนาว น้ำส้ม ชามะนาว และอื่นๆ ที่ประชาชนปกติอย่างเราสามารถเรียกชื่อได้ถูกต้อง ส่วนที่แอดวานซ์ก็จะเป็นน้ำชนิดที่ไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินชื่อมาก่อนเลย และมักจะเขียนข้อมูลทุกสิ่งอันบนกระป๋องด้วยตัวคันจิเพื่อไม่ให้ประชาชนชาว ต่างประเทศเดาออกว่าจะได้เผชิญกับน้ำรสชาติอะไร

                ตัวผมเองโปรดปรานแบบแอดวานซ์มากกว่า ไหนๆ มาแล้วก็ต้องกดมั่วๆ ดูสิ จะมัว ชา กาแฟ อยู่ได้ยังไง เดี๋ยวมา ‘ไม่ถึงญี่ปุ่น' นะ  

                หมดน้ำไปสามกระป๋อง (ราคาประมาณห้าร้อยเยน มีรสชาติเปรี้ยว ขมแปร่ง และหวานตามลำดับ) ตัวเลขสีฟ้าบนต้นซากุระโกร๋นๆ เป็นเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้เพราะว่าล้าเกินกว่าจะนับ, ในที่สุดเราก็มาถึงวัดนันเซนจิ

                สังเกต การเป็นวัดนันเซนจิได้จากประตูขนาดบักเอ้กที่สร้างจากไม้ต้นใหญ่ทั้งต้น ประตูนี้มีชื่อเก๋ๆ ว่า ซันมง และวัดนี้ก็ไม่พลาดที่จะเก็บเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะอีกห้าร้อยเยน หากนักท่องเที่ยวท่านใดต้องการจะขึ้นไปชมวิวจากข้างบนนั้น จุดเด่นอีกประการของที่นี่คือมีทางลำเลียงน้ำก่อด้วยอิฐเป็นรูปสะพานโค้ง ขนาดใหญ่ ซึ่งในครั้งอดีต ว่ากันว่ามันมีหน้าที่ส่งน้ำจากทะเลสาปบิวา เพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

                เรานั่งพักเหนื่อยใต้ร่มไม้ใหญ่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมเย็นพัดพาความระบมผสมง่วงออก แล้วค่อยลุกขึ้นเก็บภาพ

                ชักกล้องได้ยังไม่ระคายเมมโมรี่ และที่สำคัญ ยังไม่คุ้มกับระยะทางที่ตรากตรำมา มิสเอ็กซ์ก็สะกิดเตือนตรงบ่าว่าถึงแก่เวลาอันควรแล้วที่จะต้องไปยังวัดที่สาม

                วัดที่ผมคิดถึงและผูกพันมากที่สุดในแผนการเดินทางวันนี้ - วัดคิโยมิสึเดระ

 


พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พฤหัส

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 

 

ชีวิต บางทีก็ต้องปิดปรับปรุง

                นักท่องเที่ยวนู้บๆ อย่างเรา (noob = มือใหม่) บางคนอาจจะงง เมื่อมาที่เกียวโตแล้วมีสองวัดที่ชื่อคล้ายกัน, กินคะคุจิ กับ คินคะคุจิ

                 กินคะคุจิ คือ วัดพลับพลาเงิน ส่วนคินคะคุจิ คือ วัดพลับพลาทอง

                แผนของเราคือไปเยี่ยม ‘กิน' คะคุจิ วันนี้, ไว้ค่อย ‘คิน' พรุ่งนี้ เพราะนี่เป็นการท่องเที่ยวแบบเรียงลำดับตัวอักษร (อัลฟาเบตติคอลทริป) และกอไก่ มาก่อนคอควาย (ขี้โม้!)

                หลังลงจากรสบัสสาย 5 ที่ป้าย Ginkakaji-michi (ด้วยอภิสิทธิ์ของบัตรบุฟเฟ่ต์หนึ่งวันในเกียวโต ราคาห้าร้อยเยน) ก็ต้องถ่อไปตามเนินถนนอีกประมาณสามร้อยเมตรด้วยบาทาและฝ่าเท้าของเราเอง มันทั้งสองข้างเริ่มร้องระงมประท้วงขึ้นมาด้วยความปวดระคนปนกับความง่วง ผมพยายามทำเป็นไม่สนใจเสียงกระจองอแงของลูกแหง่ทั้งสอง ไพล่คอหันไปดูวิวจะเข้าท่ากว่า

 สองฟากฝั่งเนินมีร้านขายของกระจุกกระจิกน่ารัก รวมไปถึงขนมญี่ปุ่นแบบต่างๆ เย้ายวนให้ม่วนใจ๋ เรียกว่าถ้าจิตใจไม่แข็งแกร่งพอนี่อาจจะเดินไปไม่ถึงตัววัดเอาได้ง่ายๆ มาตาย มาเสร็จคุณป้าร้านขายขนมนี่ล่ะวะ

                แต่ตอนนี้ท้องเราอิ่ม ดังนั้นเราใจแข็งพอ! (ยังจะมีหน้ามาพูด)

 

                จากหนังสือนำเที่ยว และสภาวการณ์รอบตัว นี่ควรจะเป็นทางเดินที่รื่นรมย์กว่านี้ ต้นซากุระควรจะผลิดอกได้แล้ว แต่เท่าที่เห็นสองฟากฝั่งมีเพียงต้นโกร๋นๆ พากันชูช่อยอดกิ่งสีดำน้ำตาลเสียดแทงท้องฟ้า สลับกับมวลหมู่นักเรียนญี่ปุ่นม.ต้น ม.ปลายคุยสไตล์คิมูชิอิไตอิโสะกันอย่างเฮฮามะเทิ่ง

                "นี่ถ้าซากุระบานมันคงสวยเนอะ" มิสเอ็กซ์รำพึง หลังจากละสายตาไปจากหนุ่มแดนซูชิคนหนึ่ง

                "ใช่ คงชมพูขาวไปทั้งแถบถนน เอาน่า เราว่าวันท้ายๆ ของทริป มันคงบานแล้วล่ะ" ผมพยายามมองโลกในแง่ดี

                "น่าเสียดาย" เธอถอนหายใจยาวเป็นคาวขวัญ.. ควันขาว

                "คิดซะว่าซากุระมันปิดปรับปรุงละกัน" ผมบอก แต่พบว่าเธอกลับไปมองไอ้หนูซูชิรายเดิมแล้ว

                มิสเอ็กซ์และผมเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ คือไม่ได้ช่ำชองอะไรแต่มีความคาดหวังสูง, นักท่องเที่ยวประเภทนี้จะมีนิสัยเหมือนนักลงทุน, จ่ายสตางค์ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าทริป แล้วก็หวังไปเอง ลมๆ แล้งๆ ว่าผลตอบแทนจะคุ้มค่า ยิ่งถ้าได้ของแถมจะถือว่ายิ่งดี ยิ่งคุ้ม ในกรณีนี้ก็คือ ซากุระต้องผลิดอกให้เห็นสิ เอาสวยๆ ด้วยนะ อย่ามาหุบกลีบ อย่ามา!, เด็กคนนั้นต้องไม่ร้องไห้กระจองอแงอย่างนี้สิ, ทำไมถึงมีสาวน่ารักน้อยจัง คนนู้นก็ไม่ผ่าน คนนี้ก็ไม่ผ่าน, ราเม็งชามที่เพิ่งกระซวกไปต้องไม่รสชาติเหมือนน้ำร้อนเปล่าๆ แบบนั้นสิ, แล้วทำไมนี่อากาศถึงได้หนาวอย่างนี้ พระอาทิตย์ช่วยโคจรมาใกล้โลกหน่อยได้มั้ย, จะเอาแต่ใจอย่างนู้น จะเอาอย่างนี้ อย่างโน้นเรื่อยไป พอใจไม่ง่าย

                นัยน์ตาข้างหนึ่งของผมซึ่งมีหน้าที่มองโลกในแง่งาม มันพยายามมองอย่างดีที่สุดว่า ในการท่องเที่ยว ทุกอย่างคงไม่ได้เป็นตามที่คิด และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด นั่นคงเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่สนุกเท่าไหร่

 

                แต่ถึงจะมองโลกในแง่ง่ามงามอย่างใด ก็เป็นโชคร้ายอีกครั้งของเรา ที่สิ่งที่ถูกปิดปรับปรุง ไม่ใช่แค่ซากุระเท่านั้น

                มันรวมไปถึง... ถึง... ถึง... ขอเสียงดรัมโรลหน่อยครับ

                วัดกินคะคุจิด้วย!

 

                หง่าง! เสียงฆ้องก้องหง่างเหง่งอยู่ในกระดูกรูปทั่ง โกลน และค้อนในช่องหูของเราอย่างไม่ปราณี เราจ่ายเงินค่าเข้าชมวัดไปแล้วห้าร้อยเยน ห้าร้อยเยนเพื่อมาพบนั่งร้านและโครงไม้ที่ประกอบรอบตัววัดนี่นะหรือ

                รู้สึกเหมือนถูกเข้าไปในหลุมดำ, เราหมุนวนเข้าไปในความมืดที่ไร้ขอบเขตพร้อมกับเสียงร้องว่า "ม่ายยยย..." ที่ค่อยๆ เลือนหายไปตามระยะทางอันห่างไกล

                วัดกินคะคุจิเป็นวัดที่ไม่เสร็จมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดังนั้นสภาพที่ได้เห็นในเวลานี้ ก็เป็นการประกาศเจตนารมย์อย่างเพอร์เฟค ว่าชั้นเป็นวัดที่ไม่เสร็จ และชั้นก็จะประกาศความไม่เสร็จของชั้นต่อไปอย่างภาคภูมิ

                ที่ว่าเป็นวัดที่ไม่เสร็จตั้งแต่ต้นคือ ในครั้งอดีต โชกุนนามโยชิมาสะ อาชิคางะ ผู้มีดำริให้สร้างวัดกินคะคุจิ ตั้งใจจะเคลือบทั้งตัววัดด้วยเงินทั้งหลัง ให้เคียงคู่กับวัดคินคะคุจิ ซึ่งเคลือบด้วยทองอร่ามทั่วพลับพลาสมบูรณ์แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ท่านโชกุนได้มาด่วนเสียชีวิตก่อนที่จะบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว วัดกินคะคุจิจนแล้วจนรอดจึงไม่ได้ถูกเคลือบด้วยเงินสักที เท่าที่เห็นตัววัดเลยมีภายนอกเป็นสีน้ำตาลเข้ม ตามสีธรรมชาติของไม้ที่นำมาก่อสร้าง แต่เพียงเท่านั้นก็นับว่าเป็นวัดที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมภายนอก มีบ่อน้ำเย็นๆ มีต้นไม้สอดไล่กันเป็นองศาน่าดูชู้ชื่น

                ตอนนี้ ผมไม่ได้หวังจะเห็นวัดสะท้อนแสงจากอาทิตย์เป็นสีเงินอร่ามงามให้เป็นบุญตาตามที่โชกุนท่านประสงค์หรอกครับ, หวังจะเห็นแค่วัดไม้สวยสงบๆ เย็นๆ สักหลังอย่างที่มันเป็นเท่านั้นเอง, แต่ที่เห็นและเป็นอยู่คือนั่งร้านและโครงไม้ สถาปัตยกรรมอันน่ารังเกียจที่ล้อมรอบตัววัดเหมือนกับมัดหมู่เชือกฟั่นที่มารัด มาพันกอตซิลล่าไม่ให้ออกอาละวาด กอตซิลล่าในที่นี้ก็คือตัววัดนั่นเอง

 

                เมื่อไม่สามารถมีความสุขได้กับทุกสิ่ง เราก็ต้องเรียนรู้ที่มีความสุขจะอยู่กับสิ่งที่เหลือ

                นั่นคือการดูต้นไม้, และที่สำคัญ, ดูปฏิภาณ ปฐวีกานต์!

                ทุกหนแห่งในตัววัดปกคลุมไปด้วยพืชสีเขียวขนาดจิ๋วชนิดนี้, ไม่ใช่ต้นหญ้า ไม่ใช่กาฝาก, แต่เป็นมอส (พิโธ่! พยายามจะเล่นมุขแต่ไร้ความสามารถ), ไม่รู้ว่าด้วยภูมิอากาศที่แตกต่างกันหรืออย่างไร ทำให้มอสแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วและสวยงามดังเป็นลวดลายสัญลักษณ์ลายเซ็นของเกียวโต มันปกคลุมพื้นดินและหินถนนไปทั่วเกิดเป็นหย่อมเขียวเหลืองน้ำตาลซับซ้อนงามตา

                ผมว่าในญี่ปุ่น อย่างน้อยก็เกียวโต จะต้องมีคนคลั่งพี่มอสของเราเยอะแน่ๆ เพราะภายในบริเวณวัดยังมีการจัดแสดงโชว์มอสประเภทพันธ์ผันต่างๆ นำมาจำแนกตามชนิดในกล่องไม้เล็กๆ วางตั้งอย่างเป็นระเบียบให้ผู้สนใจได้ศึกษา รวมไปถึงผู้ที่ไม่สนใจจะศึกษาแต่อยากจะถ่ายรูป ได้ชื่นชมกันตามนิสัยใจคอแต่ละคน

                เรามองดูกระบะมอสสลับกับโครงเหล็กและไม้ที่ครอบตัววัด แล้วก็พบว่าถ้ามีความสุขเสนอให้เราเพียงเท่านี้, เราก็มีความสุขเพียงเท่านี้ก็ได้ (วะ)

                จริงๆ เราควรจะดีใจด้วยซ้ำไป ว่าทางการญี่ปุ่นหรือเมืองเกียวโต เขาให้ความสำคัญกับการบูรณะสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ จนถึงกับปิดปรับปรุงตัววัดกินคะคุจิเลยทีเดียว ของใช้ไปนานๆ ถึงทนเท่าไหร่ แต่ยังไงวันหนึ่งก็ต้องพังถ้าไม่เก็บ ไม่รักษา ไม่รีเฟรชมันอยู่เรื่อยๆ ใช่มั้ย?

                ผินสายตาไปยังฟ้าสีโคบอลต์บลูอย่างลุ่มลึก ผมถอนหายใจยาวเป็นกลุ่มหมอกควันขาว มันคงลอยไปควบรวมกับเมฆเบื้องบนสินะ มองตามเพียงเพื่อพบว่ามันค่อยๆ กระจายจางและแผ่กว้างออก เหลือเพียงความว่างเปล่าและโปร่งใสเบื้องหน้าสิ่งก่อสร้างที่ควรจะเป็นพลับพลาเงิน เดินทางไปไม่ถึงบนฟากฟ้าอย่างที่ใฝ่ฝันไว้ น่าเสียดายนะเจ้ากลุ่มหมอกควัน ผมยิ้มน้อยๆ ปนเศร้าใจให้กับความเป็นไปและเปลี่ยนแปลงของโลก

                ดีแล้วหละ

                ดีแล้วหละ.. ผมยอมเสียสละเอง เพื่อให้คนที่มาเที่ยวในเดือนหน้าหรือปีหน้าได้เห็นมันในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ผมยอมครับ... ปิดไปเถอะ ไม่ต้องให้ผมดูหรอก... ค่าเข้าชมห้าร้อยเยน ห้าร้อยเยน (คูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนอย่างว่องไว) ร้อยเก้าสิบบาท ร้อยเก้าสิบบาท

                ร้อยเก้าสิบบาทกับการชมมอสพันธ์ต่างๆ ในกระบะไม้ กระซิก กระซิก ผมยอม ผมยอม ผม...

                ม่ายย้อม!

                ผมควักตาข้างที่มองโลกในแง่ดีออก แล้วบอกว่า โคตรไม่คุ้มอะ! ฮ่วย!

 

 

เนื่องจากผู้เขียนติดภารกิจทางการงานและการวาด
จึงขอเปลี่ยนวันการอัพเดท นางมารร้ายในเจแปน ลง
ตั้งแต่สัปดาห์หน้า พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พฤหัส
ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 

 

 

 

สมองบน สมองล่าง สมองกลางที่ถูกสปอยล์

                เราพาสองเท้าย่ำย้อนขึ้นไปบนตึกสถานีรถไฟเจอาร์เกียวโตอีกคราว เนื่องจากสอบถามคนแถวนั้นแล้วได้ความว่า ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติมันอยู่ข้างบนนู่นน่ะหนู ชั้น-เก้า-เอฟ ขึ้นลิฟท์ไปนะ รู้จักมั้ยลิฟท์ เอ-เร-เบ-ตะ (elevator) คึ่กๆ คึ่กๆ (คนอธิบายพยายามแสดงละครใบ้) คึ่กๆ ปิ๊งป่อง (เธอทำท่าเดินออกมาจากลิฟท์) ที่หนูเห็นข้างล่างนี่เป็นศูนย์ข้อมูลเฉพาะชาวญี่ปุ่นเท่านั้น พูดภาษาอังกฤษบ่ได้

                เอ้า ตามไงตามกัน

                ศูนย์ข้อมูลดังกล่าวตั้งอยู่ตรงข้ามไอ้คึ่กๆ คึ่กๆ ปิ๊งป่อง หรือลิฟท์นี่เอง เมื่อเราออกมาก็เห็นได้ทันที

                เราผลักบานประตูกระจกเข้าไป ดูรอบๆ แล้ว นักท่องเที่ยวที่ต้องการความช่วยเหลือคงไม่มากนัก เจ้าหน้าที่ของศูนย์ สอบถามว่าเราเป็นใคร มาจากประเทศอะไร พอเธอรู้ว่ามาจากประเทศสยาม เธอก็ "สวัสดีค่ะ" ให้เป็นที่ใจชื้นกันพอประมาณ ผมนึกสงสัยว่าเธอต้องรู้คำว่าสวัสดีของกี่ประเทศกัน เป็นหนึ่งในคุณสมบัติหรือเปล่า, น่าจะเป็นนะ, เพราะว่าเวลาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้ แค่ได้ยินประโยคภาษาตัวเองในรถไฟหรือในเกสต์เฮาส์ ผมก็เกิดความตื้นตัน จนต้องหันไปดูหน้าเจ้าของประโยคเหล่านั้นทุกคราวไป ไม่ได้หวังจะรู้จักอะไรหรอกครับ แค่ขอให้ใจชื้น เป็นห่วงยางยูชีพ ดูแลกันห่างๆ ก็พอ

                นอกจากเธอจะสวัสดีค่ะภาษาไทยได้แล้ว เรายังพบว่าศูนย์ข้อมูลแห่งนี้มีแผนที่รถบัสเมืองเกียวโตฉบับภาษาไทยด้วย (พิมพ์ด้วยฟอนต์ทาโฮม่า มีสระตกตรงนู้นตรงนี้บ้าง แต่ไม่ถือสาตราบที่มันเป็นภาษาไทย) ซึ่งเจ้าแผนที่ฉบับบ้านเกิดเมืองนอนนี่สร้างความปรีดาให้กับผมและมิสเอ็กซ์อย่างหาที่สุดมิได้

                ถ้าเปรียบเป็นคะแนนของนักกระโดดน้ำ, คำว่าสวัสดีค่ะ ได้แต้มไป 7.5 ส่วนแผนที่ภาษาไทย ได้แต้มไป 8.9 ชนะขาดลอย

 

                เมื่อลงมาก็พบกับอากาศวิปริต แดดจ้าแต่ข้าหนาวอีกระลอก มิสเอ็กซ์เปิดเป้มิกกี้เมาส์ (มันยังอยู่ครับ เป้มิกกี้เมาส์นั่น) นำถุงมือถักสีโอรสริ้วขาวถี่ๆ ออกมาสวม นี่ถ้าไทรา แบงค์ อยู่ตรงนี้คงสวดใส่และไล่เธอออกจากรายการอเมริกันเน็กซ์ท็อปโมเดลกลางอากาศ ข้อหาแต่งตัวไม่สัมพันธ์กันทั่วร่างกาย

                ".. ทำไม.. ทำไมแก.. มิกซ์แอนด์แมตช์จะตาย ชิ" มิสเอ็กซ์สะบัดหน้า แล้วพูดต่อ "เออ เปลี่ยนเรื่องๆ นี่แกว่าเราหนาวกันเองหรือเปล่า นี่มันอากาศหนาวจริงๆ ใช่มั้ย" เธอถาม ท่าทางไม่แน่ใจในเทอร์โมมิเตอร์ภายใน

                "หมายถึงว่า หนาวแบบสัมบูรณ์หรือหนาวแบบสัมพัทธ์น่ะเหรอ เราว่า.. น่าจะหนาวแบบสัมบูรณ์นะ ดูฝรั่งพวกนู้นดิ เค้าก็เดินกอดตัวเองเหมือนกัน หรือดูคนญี่ปุ่นเองก็แต่งตัวซะมิดชิดปิดล้อม เป็นมาสคอตยางมิชลินกันทั้งนั้น เสื้อจั๊มป์ๆ หลายๆ ต่อนเป็นแหนมป้าย่น เออ... สรุปว่ามันอากาศหนาวจริงๆ ไม่ได้คิดไปเอง ไม่ได้อิลลูชั่นไปเอง" ผมบอก

                "โอเค ฉันก็นึกว่าเราเป็นชนชาติที่หนาวง่ายผิดปกติ"

                "นั่นก็คงมีส่วนอยู่บ้าง แต่ตรงนี้ ณ ตอนนี้ มันหนาวจริงๆ"

 

                สัญญาณจากกระเพาะของเราเปิดระบบสั่นดังก้องร้องประท้วงไม่ให้สองเท้าไปต่อ สมองสั่งการเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมฟัง, เคยได้ยินบางคนบอกว่า สมองของคนเรามีสองที่ คือสมองบน กับสมองล่าง, สมองบนก็คือสมองปกตินี่แหละ ก้อนไขมันสีเขียวเทาที่มนุษย์ต่างดาวชอบเอาไปเจี๊ยะ, ส่วนสมองล่างอาศัยอยู่ในอวัยวะที่คุณก็รู้ว่าคืออะไร อยู่ตรงกลางๆ ลำตัวค่อนไปทางล่างๆ นั่นแหละ, มันมีหน้าที่คิดเรื่องเพศ เซ็กส์ เพศ เซ็กส์ เพศ เซ็กส์ เพียงอย่างเดียว อาชญากรข่มขืนบางคนเลยได้ที โทษสมองล่างนี่แหละว่ามีอำนาจบาตรใหญ่มากเกินไป ทำให้สมองบนของเขาคิดอะไรไม่ออก ได้แต่ตามจอยสติ๊กไปต้อยๆ เท่านั้น

                ผมว่านอกจากสมองบนที่ทำหน้าที่ 'คิด' สมองล่างที่ทำหน้าที่ ‘ผลิต' แล้ว คนเรายังมีสมองกลางด้วย, อยู่ในช่องท้องของเรานี่เอง, มันทำหน้าที่ ‘อีท' (eat) (อ่านเสียงสั้นๆ เป็น อิ๊ด หน่อยนะ จะได้เข้ากับหน้าที่ของสมองส่วนอื่น)

                ถ้าท้องอิ่มหมีพีมันดีอยู่ สมองกลางก็จะไม่ออกมาปฏิบัติการหรอกครับ แต่ถ้าท้องหิวกิ่วคอดแล้วละก็ อำนาจการควบคุมทั้งหมดของร่างกายจะตกเป็นของผู้สำเร็จราชการตัวนี้ทันที เราจะเลิกคิดทุกสิ่งอย่าง ทั้งงานการ ทั้งเซ็กส์ ทุกสิ่งทิ้งเอาไว้ก่อน ขอแค่หาอะไรมาเติมท้อง พอเติมเต็มอิ่มฟูฮูล่าค่อยคิดเรื่องอื่นต่อ

                ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากสมองบน สมองล่าง สมองกลาง แล้ว เราอาจจะมีสมองส่วนที่สี่ เป็นส่วนอัพเปอร์มิดเดิล (กลางส่วนบน) ซ่อนอยู่อีกด้วย อยู่ตรงไหนน่ะเหรอครับ?

                อะแฮ่ม.. (ทำเสียงนุ่ม) อยู่ตรงหัวใจ เอาไว้ทำหน้าที่ ‘ใกล้ชิด'...

                รู้ตัวว่าแถน่า! อย่าเพิ่งอ้วก! รีเวิร์สมันกลับเข้าไปก่อน!

 

                สรุปของย่อหน้าข้างบนทั้งหมดคือเราหิว, หิวก็ต้องหาอะไรมารองท้องก่อนจะไปต่อ, กองทัพนับพันโรมรันด้วยกระเพาะและลำไส้, ถ้าหิวแล้วเดี๋ยวมองวิวไม่สวย, เดี๋ยวจะมองวัดไม่งาม, เดี๋ยวจะมองมิสเอ็กซ์ไม่น่ารัก,           

                อ้อ, นั่น, ถึงหิวหรืออิ่ม ก็มองได้ไม่ต่างกันอยู่แล้ว

                โชคเข้าข้างที่ข้างใต้อุ้งเท้าทั้งสี่ข้างของพวกเรา (คนละสองข้าง) เป็นที่ตั้งของชอปปิ้งมอลล์ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเกียวโตพอดิบพอดี ศูนย์การค้าแห่งนี้มีชื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Porta จริงๆ อาจจะอ่านว่า พอร์เท่ พอร์ท่า หรือว่า พอ-ทะ-คิก-ขุ-มั้ย-คะ-ฮิ-ฮิ-อา-โน-เนะ-จัง-เลย-ค่ะ ก็สุดที่จะทราบได้ แต่ผมขอเรียกว่าพอร์ตเอละกันนะครับ สะดวกปากสะดวกลิ้นดี เรารีบไต่บันไดเป็นลิงไต่ราวลงใต้ดินตามการชักนำของท่านผู้นำส่วนกลางที่ร้องโครก โครก

                "ทุกสิ่งเป็นจริงที่พอร์ตเอค่ะ ท่านผู้ชม ภายในศูนย์การค้าอันโอ่อ่าอลังการแห่งนี้ ทุกท่านจะได้พบกับร้านอาหาร ร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านเสริมสวย ร้านของที่ระลึก ร้านนู่นร้านนี่รวมกันแล้วมากกว่าสองร้อยร้านเลยนะคะ อู๊ย.. แค่ร้านอาหารอย่างเดียว จะกินอะไรล่ะคะทุกท่าน อาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง มีทุกแบบทุกราคาให้เลือกค่ะ นี่มันสวรรค์ของนักชอปปิ้งในเกียวโตจริงๆ นะคะเนี่ย .. พอร์ตเอค่ะ พอร์ตเอ พี-โอ-อาร์-ที-เอ พอร์ตเอ! ตุ่ง ตุง ตุ้ง" ประชาสัมพันธ์ที่กำลังส่งเสียงตามสาน่าจะพูดอะไรเทือกๆ นี้หละ ผมเดา

                แต่ตอนนี้เพิ่งเป็นเวลาสิบโมงครึ่ง นักท่องเที่ยวผู้หิวโหยทุกท่านโปรดทราบว่าร้านอาหารจะเปิดเวลาสิบเอ็ดโมงตรงเผง ไม่มีเลทไม่มีเลื่อนแม้แต่นาที ก่อนหน้านั้นจะมีเก้าอี้ตัวหนึ่งมาตั้งหน้าร้าน พร้อมกับป้ายภาษาญี่ปุ่นและตัวเลขอารบิกที่ทำให้เราพอเดาความได้: เลขสิบเอ็ด: 11, บางร้านก็ใจร้ายเขียนเป็นตัวเลขญี่ปุ่น กลัวคนต่างชาติอย่างเราอ่านเข้าใจ!

                สมองบนบอกว่า อีกครึ่งชั่วโมงเอง, สมองกลางบอกว่า อีกตั้งครึ่งชั่วโมง

                ถึงจะอยู่ในร่างเดียวกัน แต่ว่ามองปัญหาน้ำครึ่งแก้วได้ไม่เหมือนกันอีก เอาเข้าไป!

                 

                เราวินโดว์-ชอปปิ้งอาหารอยู่ได้ไม่นาน (เพิ่งประจักษ์กับตัวเองนี่ล่ะ ว่าอาหารก็ถูกวินโดว์ชอปปิ้งได้ด้วย) พนักงานหญิง สวยดั่งนางฟ้าซากุระ (ภาพจากสมองกลาง) เธอก็เสด็จมาเอาเก้าอี้ออก เนื่องจากได้เวลาที่เมืองนี้จะตื่นแล้ว

                 และแล้วอาหารมื้อแรกของเราในญี่ปุ่น ก็คือราเม็ง ราคา 850 เยน (สั่งด้วยการชี้โบ๊ชี้เบ๊และภาษาใบ้)

                เอ้อ... พูดถึงเรื่องรสชาติ ต้องขอขอบคุณแฟรนไชส์ราเม็งญี่ปุ่นทั้งหลายในประเทศไทยด้วย ที่ตามใจลิ้นกันจนเกินไป ลิ้นของสายเลือดไทยอย่างเราๆ จึงถูกสปอยล์ เป็นเด็กมีปัญหา เรื่องมาก เอาแต่ใจตัวเอง ทำให้เรากินราเม็งที่นี่ไม่อร่อย (แบบสัมพัทธ์) (ภาษาอังกฤษคือ relatively) (บอกทำไม) (วงเล็บเยอะทำไม) แม้แต่มิสเอ็กซ์, ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ขณะที่เธอกำลังวินโดว์ ชอปปิ้งอยู่ ถึงกับสบถว่า "โอ้ย.. ชั้นโซหิว จะกินควายได้ทั้งตัวแล้ว", ยังรู้สึกไม่ประทับจิตสะกิดใจกับราเม็งชามนี้เท่าที่คิด

                 "แค่นี้ก็เอาแล้ว.. หรือว่าจะให้ฉันเปิดวาลว์น้ำย่อย ให้ออกมากัดผนังกระเพาะของพวกแกแทนดีล่ะ หืม!" ท่านผู้สำเร็จราชการตวาด

                ...เงียบไปได้แล้วครับพี่ ผมรู้แล้วครับว่าพี่ใหญ่ มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ผมทรมาน ผมได้หาอะไรมาใส่ปากพี่แล้วไงครับ ปลดปล่อยอำนาจ ลงจากราชบัลลังก์ ปล่อยให้สมองบนสั่งการได้แล้ว นะ นะ นะ

                "เออ ก็ได้ อิ่มพอดี เอิ้บบ (เรอยาว)" ในที่สุดเขาก็เงียบไป ในที่สุดสมองบนก็มีชัย ชโย

                แต่เป็นชัยชนะแค่ชั่วคราวนะ

                อีกสักห้าหกชั่วโมงค่อยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใหม่อีกรอบ

 

พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พุธ ศุกร์  
อ่านแล้วชอบไม่ชอบอย่างไร คอมเมนต์ไว้ได้ครับผม :-)

อะตอมแห่งวัยเด็ก

posted on 07 Sep 2009 22:28 by champcpe  in chapter

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 

 

 

อะตอมแห่งวัยเด็ก

 

ยังไม่ทันจะได้รู้จักโรงแรมนิวชูโอ เราก็รุดออกมาก่อนเสียแล้ว ด้วยตารางเที่ยววันนี้ที่บุ๊คไว้ เต็มเอี้ยด!

                ถึงตารางบนกระดาษจะแน่นฟิตเบียดกระเสียรแค่ไหน, สติเราไม่แน่นตาม, ถ้ามันเป็นสสารวัตถุ ตอนนี้อาจล่องลอยไปกับอากาศแบบเปิดแอร์แรงสุดของเมืองโอซาก้า

                เรากอดตัวเองก้มหน้าฝ่าลมที่โบกกระหน่ำมาอย่างไม่เห็นใจใยดี เห็นในหนังในซีรีส์, คงสวยอยู่, คงเป็นภาพโรแมนติก ประมาณว่าก้อนกระดาษหนังสือพิมพ์ ถูกพัดพลิ้วระริกด้วยลมรื่น หยอกล้อกับกระเบื้องตามรายทาง มุ่งหน้าสู่ดวงตะวันอันสดใสยามเช้า ค่อยเฟดตัวอักษร ซึซึคุ ซึ่งบรรจงวางไว้ที่มุมขวาล่างแล้วปิดรายการได้ ผู้กำกับสั่งคัต

                ไม่เลย! หลอกลวงอะ! ของจริงไม่โรแมนซ์ โบรแมนซ์ หรือแมนซ์ไหนๆ ทั้งนั้น! หนาวซะจนหินปริขนาดนี้!

                จุดหมายของเราคือเกียวโต เมืองเก่า ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโอซาก้ายี่สิบกว่านาที

 

                ขอสารภาพว่าตอนเด็กๆ ผมคิดว่าเกียวโตเท่ากับโตเกียว!

                "ก็ชื่อมันคล้ายกันซะขนาดนั้นนี่นา" ผมวัยเด็กท้วงความยุติธรรม

                เอ้า คล้ายก็คล้าย!

 

                ไม่คล้ายเลย.

                ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทย โตเกียวคงเป็นจังหวัดอะไรไปเสียมิได้นอกจากกรุงเทพมหานคร ส่วนเกียวโตนั้นผมว่าน่าจะเป็นอยุธยา เมืองเก่าของเราแต่ก่อน

                ด้วยความที่มีวัดจำนวนมาก (มากกว่าหนึ่งพันหกร้อยห้าสิบแห่ง) และศาลเจ้าอีกสี่ร้อยกว่าแห่ง ทำให้เกียวโตเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมถึงขีดสุด เจริญขนาดที่ได้รับการยกเว้นจากการทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่เมืองใหญ่อื่นๆ ถูกตีแตกจนราบเป็นหน้ากลอง

                นั่นถือเป็นโชคดีของประเทศญี่ปุ่น และของโลกแล้วหละ (ยิ่งไปกว่านั้น เป็นโชคดีของผมในวันนี้ด้วย)

                เมื่อออกจากสถานีรถไฟเจอาร์เกียวโต ซึ่งมีรูปลักษณ์เป็นสัตว์ประหลาดโครงเหล็กอันมหึมา ไม่เข้ากับความเก่าแก่ของเมือง, นอกจากอากาศหนาวเหน็บพร้อมแสงแดดแรงจ้า สันนิษฐานว่าพระพายกับพระอาทิตย์ที่นี่ทีมเวิร์คคงไม่ค่อยดี, อีกสิ่งหนึ่งที่ต้อนรับเราคือรูปปั้นเจ้าหนูอะตอม ผมวิ่งปราดเข้าไปหาเขาเหมือนเด็กๆ แล้วผมก็สังเกตว่า สีหน้าของอะตอมเหมือนคนที่ผ่านโลกมามาก

 

                อะตอมเป็นหุ่นยนต์ที่เกิดมาจากไข่ที่ชื่อว่าความเศร้า

                พ่อ (หรือผู้สร้าง) สร้างเขาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เดียว - การแทนที่ - แทนที่ลูกชายผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถชน

                การมีชีวิตอยู่เพื่อแทนที่ใครอีกคน ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าพอแล้ว แม้แต่สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข ถ้ามันมีปัญญาพอที่จะรู้ว่า เราซื้อมันมาเพื่อแทนที่ตัวเก่าที่เพิ่งตายจากไป มันก็คงเศร้าไม่ต่างจากมนุษย์

                หลังจากสร้างเสร็จใหม่ๆ จิตใจของด๊อกเตอร์เทนมะ พ่อของอะตอม ก็ได้รับการเยียวยาและเริ่มกลับมาสู่ความปกติ แต่ไม่นานนัก เขาก็พบข้อบกพร่องที่เลวร้ายข้อหนึ่ง

                นั่นคืออะตอมไม่เจริญเติบโต เขาจะเป็นเด็กไปตลอดกาล

                หญิงสาวบางคนอาจจะอิจฉาและเห็นเป็นข้อดี ดีสิ ชั้นจะได้สวยใสเริ่ดอย่างนี้ตลอดไป โฮะ โฮะ โฮะ, แต่ด๊อกเตอร์เทนมะไม่เห็นอย่างนั้น เขากลับรู้สำนึกว่า อะตอมไม่ใช่มนุษย์, ไม่เคยเป็น และไม่มีทางที่จะได้เป็น, ถึงแม้ลักษณะภายนอกแทบจะแยกไม่ออกจากเด็กชายวัยสิบขวบอย่างไรก็ตาม

                จากรักกลายเป็นเกลียด ด๊อกเตอร์เทนมะสภาวะอารมณ์เป็นดั่งเข็มที่ถูกตีกลับ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาตลอดนั้นมันไม่ใช่

                ในที่สุดเขาก็ขายอะตอมทิ้งให้คณะละครสัตว์ ด้วยเหตุผลว่าไม่อยากเห็นหน้าอีกต่อไป

                โถ!

                โปรดอย่าลืมว่าถึงจะเนื้อเรื่องจะเหมือนรายการวงเวียนชีวิตมากเท่าใด, นี่เป็นการ์ตูนเด็ก!

 

                เรื่องของอะตอม มีบางอย่างที่ทำให้ผมนึกถึงเวอร์ชั่นจริงของนิทานกริมม์

                หนูน้อยหมวกแดงเป็นพวกชอบมีเซ็กส์กับสัตว์, สโนไวท์แก้แค้นราชินีใจโหดด้วยการให้ใส่รองเท้าเหล็กที่ถูกตีจนร้อน, เจ้าหญิงนิทราถูกพ่อแท้ๆ ข่มขืน นั่นคือสิ่งที่ถูกเล่าขานกันมาก่อนที่พี่น้องกริมม์จะนำมาปรับให้ ‘เหมาะสม' กับเด็ก โดยตัดทอนความรุนแรงและเซ็กส์เกือบทั้งหมดออก ก่อนที่วอลต์ ดิสนีย์ จะนำนิทานของกริมม์มาเคลือบด้วยช็อคโกแล็ตหวาน โรยผงฟรอสติ้งอีกสักหน่อย เพิ่มนางฟ้าใจดี เพิ่มสัตว์น่ารักพูดได้ เพื่อส่งออกขายทั่วโลกอีกทอดหนึ่ง

                นิทานไทยจริงๆ แล้วก็โหดร้ายไม่แพ้ฟากตะวันตก ลูกสาวถูกบังคับให้กินเนื้อแม่แท้ๆ ที่กลายร่างเป็นปลาบู่, พระอภัยมณีก็มีนิสัยเสียเหมือนหนูน้อยหมวกแดง คือโปรดปรานการร่วมเพศกับสัตว์ (และยักษ์)!

                ผมไม่แน่ใจว่าทำไมเวอร์ชั่นออริจินัลของนิทานเหล่านี้จึงได้มีความโหดร้ายแฝงอยู่ไม่น้อย อาจจะเป็นเพราะที่แท้แล้ว มันไม่ได้เป็นนิทานสำหรับเด็ก หรืออาจจะเป็นเพราะคนสมัยก่อนไม่แบ่งแยกเด็กกับผู้ใหญ่ เห็นว่า ‘เด็กก็คือผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง'

                หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาไม่เห็นประโยชน์ที่จะปิดบังความเลวร้ายของโลก ปิดหูปิดตาไม่ให้เด็กรู้เรื่องรู้ราว ไม่เห็นว่าจะต้องรอจนเด็กอายุสิบแปดปี ยี่สิบปี ถึงจะอนุญาตให้เข้าผับเข้าบาร์ได้

                หรืออาจเป็นเพราะพวกเขารู้ว่า การที่จะสอนให้เด็กรู้จักความสุขได้นั้น ก่อนอื่นต้องสอนให้รู้จักความทุกข์เสียก่อน

                ผมไม่แน่ใจ

 

หมายเหตุท้ายเรื่อง

* เกียวโต เทซึกะ โอซามุ เวิลด์ นิทรรศการของผู้วาดเจ้าหนูอะตอม ตั้งอยู่ภายในตึกสถานีรถไฟเกียวโต  ประกอบไปด้วยโรงฉายภาพยนตร์อนิเมชั่น กิฟต์ช็อป และห้องสมุดเล็กๆ

* ส่วนพิพิธภัณฑ์การ์ตูน เทซึกะ โอซามุ จริงๆ นั้นตั้งอยู่ที่เมืองทาคาระซึกะ จังหวัดเฮียวโกะ (อยู่ระหว่างโกเบกับโอซาก้า) ถ้าชื่อเมืองคุ้นๆ ก็เพราะว่าเมืองนี้เป็นต้นกำเนิดคณะละครทาคาระซึกะ ซึ่งเป็นคณะละครหญิงล้วนที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น

ภายในพิพิธภัณฑ์ รวบรวมผลงานของเทซึกะ โอซามุ ไว้มากมายทั้งเรื่องเจ้าหนูอะตอม แบล็กแจ็ก ฮิโนโทริ วิหคเพลิง และเรื่องอื่นๆ นอกจากนั้นยังเก็บรักษาของใช้ส่วนตัว อาทิ แว่นตา หมวก รูปภาพ และปากกาเขียนการ์ตูนของเขาอีกด้วย

 

พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พุธ ศุกร์  
อ่านแล้วชอบไม่ชอบอย่างไร คอมเมนต์ไว้ได้ครับผม :-)