หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 




 

ความสุขบรรจุเล่ม ความสุขบรรจุขวด

                ผมเป็นหนี้บุญคุณซีคิดส์

                ซีคิดส์คือนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ของสยามอินเตอร์คอมิกส์ ทุกๆ วันศุกร์จะเห็นเด็กๆ ชาวจังหวัดนครสวรรค์ไปรอหน้าร้านหนังสือการ์ตูนหน้าโรงเรียน เพื่อจับจองความสุขบรรจุเล่มงวดล่าสุดก่อนเพื่อนๆ, ทั้งๆ ที่ ไอ้คนที่ซื้อมาคนแรกนั่นแหละ จะได้อ่านเป็นคนท้ายสุด เพราะกัลยาณมิตรท่านอื่นจะดึงยื้อแย่งไปอ่านก่อน อันเจ้าของจะอาริยขัดขืนก็มิได้ด้วยเกรงใจ และจริงๆ แล้ว เหตุผลที่มันรีบรุดซื้อมาเป็นคนแรก ก็เพราะว่าอยากให้เพื่อนยืมอ่านเยอะๆ จะได้ซื้อใจเพื่อน ให้ตัวเองได้ป๊อปปูล่าร์อีกทางหนึ่งนั่นแหละ หึ! ชั้นรู้ทันแกนะ! (เพราะชั้นก็เป็นคนหนึ่งที่เคยทำอย่างนั้นเหมือนกัน)

                เรื่องเด็ดโดนในซีคิดส์สมัยที่ผมอ่าน (ซึ่งนานนมมาแล้ว) ก็อย่างเช่น วันพีซ (ปัจจุบันก็ยังไม่จบ) ชาแมนคิง นูเบมืออสารล่าปีศาจ ซึบาสะภาคต่างๆ การ์ตูนเหล่านี้ทำให้ผมเติบโตมาอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ตึงไป ทำให้มีเรื่องคุยกับเพื่อน มีเรื่องอัพเดทว่า เฮ้ย ซึบาสะได้ไปบอลโลกอีกแล้วเหรอวะ พระเอกอัพเกรดร่างเกราะหรือยัง ตัวละครนู้นตายหรือยัง ตัวละครนี้กลับชาติมาเกิดใหม่หรือยัง

                 มองแบบน่ารักๆ ก็เป็นสมอลล์ทอล์คของเด็ก ทำให้มีหัวข้อคุย มีพระเอกร่วม ศัตรูร่วม กระชับมิตรกันไปตามสภาพ

 

                และแล้ววันหนึ่งสมัยม. ต้น ในช่วงอากาศกำลังดี, ‘ไอส์' ก็มาถึง

                ไอส์ เป็นผลงานของอาจารย์มาซาคัตสึ คัตสึระ เดิมทีอาจารย์แกจะวาดแนวแฟนตาซีๆ หน่อย มีทะลึ่งตึงตังปนมาบ้างพอให้ใจ (คนอ่าน) กระชุ่มกระชวย ผลงานที่ดังๆ ที่ผ่านมาก็เช่น วิงแมน เซ็ตแมน ชาโด้วเลดี้ วิดีโอเกิร์ล (แค่ชื่อเรื่องก็เสียวสยิวแล้วใช่ไหม)

                แต่ไอส์ต่างออกไป - มันเป็นเรื่องแนวเมโลดราม่าและธรรมดาอย่างที่สุด ไม่แฟนตาซี ไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคล้ำยุค ไม่มีการผจญภัยเจ็ดน่านน้ำ ไม่มีองค์กรชั่วร้ายหมายครองโลก ไม่มีพระเอกสุดแมน - และถ้าจะให้พูดกันจริงๆ แล้ว พระเอกของเรื่องนี้ออกจะขี้ขลาด แถมเป็นคนแหยๆ เสียด้วยซ้ำ

                อิจิทากะ เซโตะ พระเอกของไอส์ เป็นนักเรียนชายมัธยมปลายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขามีนิสัยขี้อายและชอบเก็บตัว แต่ดันทำตัวไม่เข้ากับนิสัย แอบไปมีใจให้ดาวของห้อง -- อิโอริ - ซึ่งสำหรับอิโอริ นอกจากเธอจะมีสถานะเป็นดาวของห้องแล้ว เธอยังเป็นกึ่งๆ ดาราด้วยหลังจากได้ถ่ายรูปในชุดว่ายน้ำสี่สีเสปรดให้กับแมกาซีนเล่มหนึ่ง และนั่นเป็นวิธีที่อาจารย์มาซาคัตสึใช้เปิดเรื่อง, ภาพเสปรดสี่สีชุดว่ายน้ำแบบเอ็กซ์ๆ ของน้องอิโอริในซีคิดส์, นิตยสารการ์ตูนเด็กรายสัปดาห์, การ์ตูนเด็ก

                เปิดมาครั้งแรก ผมแทบเลือดกำเดากระฉูดด้วยทรวด-ทรง-องค์-เอว

                ผมกำลังหลุดประเด็นละ, นั่นไม่ใช่พอยนต์ที่จู่ๆ เล่าขึ้นมา, ที่จะเล่าก็คือการ์ตูนเรื่องไอส์นี่ละครับ ที่ทำให้ผมได้รู้จักวัดคิโยมิซึเดระ เพราะวัดนี้เป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งในเรื่อง และที่สำคัญ, เป็นฉากที่ผมประทับใจ, ฉากไปทัศนศึกษา (ซึ่งเวลาไปทัศนศึกษา เปอร์เซ็นต์การสารภาพรักของหญิงชายในการ์ตูนจะพุ่งสูงขึ้นจนมากเป็นอันดับสามเทียบกับสถานการณ์อื่น)

                ท่านผู้อ่านก็ลองคิดดูสิครับว่าเด็กม. ต้นวัยทวีน ภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัดคนหนึ่ง เวลาได้ประทับใจกับการ์ตูนทะลึ่งๆ เรื่องโปรด ฉากในความทรงจำมันจะฝังจิตขนาดไหน ฉากสารภาพรักเชียวนะ! อ่านไปน้ำมูกก็ย้อยไปน่ะ! (บางครั้งน้ำมูกก็แดงเพราะผสมกำเดามาด้วย)

                ฮัด-เช่ย!

                แหะ แหะ เรียกได้ว่าแค่ได้มาเหยียบบริเวณวัด ความหลังครั้งยังเยาว์ก็ฟุ้งขจรขจายขึ้นมาจนคัดจมูกเลยแหละ

 

                ต้องขอชมอาจารย์มาซาคัตสึ (และคณะผู้ช่วยวาดฉาก) ที่รังสรรค์ภาพวัดคิโยมิสึเดระได้แทบจะเหมือนจริงทุกประการ, ผมคิดว่านี่เป็นความมหัศจรรย์ข้อหนึ่งของการ์ตูนญี่ปุ่น ถึงแม้ภาพจะเป็นขาวดำ ใช้ลายเส้นง่ายๆ ไม่ได้วาดเหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้ว เป็นแค่หมึกที่พิมพ์หยาบๆ อยู่บนกระดาษสากๆ แต่เมื่อได้อ่าน ในสมองเรากลับเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีความละเอียดของภาพสูงยิ่งกว่าโทรทัศน์ไฮเดฟินิชั่นเสียอีก

                วัดคิโยมิสึเดระเป็นวัดที่มีความเก่าแก่กว่าสี่ร้อยปีแล้ว* แต่น่าแปลกที่สิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังดูใหม่สะอาด ซึ่งคงต้องขอบคุณผู้ที่ดูแลรักษามรดกโลกแห่งนี้เป็นอย่างดี ถึงจะบอกว่าดู ‘ใหม่สะอาด' แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวอย่างนั้นนะ, ทว่าเป็นความใหม่สะอาดที่มีกลิ่นอายของอาริยธรรมอันรุ่งเรืองเมื่อหลายร้อยปีก่อนด้วย

                ฉากที่ตรึงตาผมมาตั้งแต่สมัยไอส์คือ ระเบียงซึ่งก่อสร้างเป็นเวิ้งรับกับภูมิประเทศซึ่งเป็นไหล่เขา เป็นระเบียงที่มีขนาดใหญ่บักเอ้กกะด้วยสายตาสามารถรองรับเด็กนักเรียนประถมให้มาเกาะได้เกือบทั้งโรงเรียน มองออกไปจะเห็นยอดไม้หนาแน่น (ซึ่งวันนี้-โกร๋น) หากมองไกลจะไปอีกจะเห็นตัวเมืองเกียวโต มิสเอ็กซ์ลองก้มมองดูด้านล่างแล้วอุทานว่าสูงม้าก! ผมลองมองบ้าง พบว่าน่าจะสูงประมาณสิบกว่าเมตร

                ไอ้ความสูงชันตรงนี้แหละครับ ทำให้เกิดประโยคภาษาญี่ปุ่นว่า "ไปกระโดดลงจากระเบียงวัดคิโยมิสึเดระ" ซึ่งแปลว่า การตัดสินใจลงแรงทำอะไรถึงแม้รู้ว่าเสี่ยงก็ตาม เห็นว่าในสมัยเอโดะ ถ้าใครสามารถรอดจากการโดดระเบียงสูงนี้แล้วละก็ คำอธิษฐานข้อหนึ่งของเซอร์ไวเวอร์ผู้นั้นจะถูกทำให้เป็นจริงด้วย

                แต่สมัยนี้โดดแล้ว - ตายฟรีนะ

 

                นอกจากจะโด่งดังจากระเบียงเสี่ยงตายวายชีวาตรงนี้แล้ว วัดคิโยมิสึเดระยังมีความโด่งดังจาก "น้ำทิพย์สามสาย" ซึ่งมิสเอ็กซ์ก็ไม่พลาดที่จะวิ่งปรู๊ดปร๊าดไปต่อคิว (ยาวกว่าร้อยคน) เรียบร้อยแล้ว และที่ต้องเสริมคือ "วิ่งไปต่อคิวด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊าเกินหน้าเกินตามากๆ" ชิชะ!

                ผมขี้เกียจไปแทรกกับคลื่นมนุษย์ด้วย และอยากอยู่เงียบๆ นั่งกินลมชมวิวสักพัก จึงวางเป้ พักบั้นท้ายและบั้นเท้าลงบนบันได

                น้ำทิพย์ที่มิสเอ็กซ์กำลังฝ่าฟันขันแข็งเพื่อให้ได้ลิ้มลองนี้ เป็นน้ำสามสายซึ่งไหลออกมาจากรางท่อบนหลังคาหิน ความเชื่อคือ ถ้าได้ดื่มน้ำสายที่หนึ่งจะประสบความสำเร็จเรื่องการศึกษาหรือการงาน, สายที่สองเรื่องความรัก, และสายที่สามเรื่องสุขภาพ แต่เท่าที่สังเกตดูทุกคนก็จะรองดื่มทั้งสามสายกันทั้งนั้น ประมาณว่าไหนๆ มาแล้ว ก็เอาทั้งการศึกษา ความรัก และสุขภาพเลยละกัน คนที่นำมากรอกใส่ขวดเพื่อนำกลับบ้านก็มีไม่น้อย หากขี้เกียจรอหรือขี้เกียจกรอกใส่ขวด ทางวัดยังมีแบบบรรจุพาสเจอร์ไรซ์สำเร็จรูปไว้ขายด้วย เป็นคำอวยพร เป็นน้ำทิพย์ เป็นความสุขบรรจุขวด!

                เอากับเค้าซี้! ซี้! ซี้! (ประโยคนี้เป็นคำอุทาน, ไม่ใช่เป็นการเซ้าซี้ให้มาปฏิบัติกามกิจกับผมแต่อย่างใด)

                แล้วก็ถึงตาของมิสเอ็กซ์ เธอรองทั้งสามสายผสมกัน ดื่มเป็นกระบวยแรก, และรองสายที่สองจนปรี่เพื่อซดเฮือกอีกกระบวย เมื่อเสร็จสิ้นพิธี เธอก็เดินมาหาผมด้วยสีหน้าอิ่มเอิบใจ

                "สมควรแล้วล่ะ ไม่ดื่มอีกสักกระบวยเหรอ ฮิฮิ" ขณะที่เธอมีสีหน้างุนงงว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผมก็รีบโหนเป้ใส่หลัง จ้ำอ้าวหนี ก่อนที่ความคิดและรองเท้าลายมิกกี้เมาส์ของเธอจะเดินทางตามมาทัน

* เฉพาะสิ่งก่อสร้างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน, ส่วนวัดนั้นถูกก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยนาระ ราว ค.ศ. 798

 



 

พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พฤหัส

ข้าพเจ้าขอหยุดสักพักนะจ๊ะ แล้วนางมารร้ายจะกลับมาอย่างสมบูรณ์กว่าเดิมจ้ะ ขออภัยผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้

 

ทางเดินสายปาดยา

posted on 17 Sep 2009 21:31 by champcpe in chapter

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 

 

ทางเดินสายปาดยา

ใครบอกว่าดอกไม้ไม่มีฤทธิ์ขับกล่อมจิตใจ?

                ผมเถียงได้ว่าไม่จริง! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราฝากความหวังอันสูงสุดไว้กับดอกไม้เหล่านั้นด้วยแล้ว

                จากหนังสือ (อะไรๆ ก็อ้างหนังสือ เพราะเป็นมนุษย์หนังสือ) ทางเดินสายปรัชญาควรจะเต็มไปด้วยดอกซากุระบานสะพรั่งเป็นสีขาวอมชมพูเหมือนแก้มเด็ก แต่เท่าที่เห็นมีเพียงแถวต้นซากุระโกร๋นๆ ยิ้มเยาะเราด้วยแผ่นพลาสติกหมายเลขประจำตัวสีฟ้าที่ถูกเย็บตรึงแน่นติดกับลำต้น บนแผ่นพลาสติกของแต่ละต้นมีหมายเลขกำกับไว้ ไล่จากหนึ่ง บวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงอินฟินิตี้ อย่างไร้จุดสิ้นสุด

                ที่ว่าไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่รู้มันจะไปสุดที่ตรงไหน หากเป็นตัวเลขเคานท์ดาวน์ เรายังพอจะเดาได้บ้างว่าอย่างมากคงสุดที่หนึ่งหรือศูนย์ ถ้าตอนนี้ตัวเลขคือหนึ่งร้อย ถัดไปอีกร้อยต้นก็น่าจะจบการเดินทางอันวิบากนี้แล้ว

                แต่นี่มันเคานท์อัพ - นับขึ้น

                ดังนั้นเราหมดสิทธิ์จะเดา มีร้อย สองร้อย สามร้อย หรือแปดพันห้าร้อยยี่สิบสี่ต้นก็ไม่รู้!

                ทางเดินสายปรัชญาหรือทางเดินวิบากนี้เป็นทางเชื่อมระหว่างวัดกินคะคุจิและวัดนันเซ็นจิ มีความยาวประมาณสองกิโลเมตร เลียบไปกับทางเดินคือคูคลองย่อมๆ ขนาดน่ารัก สองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยต้นซากุระ (ซึ่งขณะนี้ อย่างที่ทราบ-ซากุระยังเตรียมการแสดงอยู่) และบ้านเรือนที่มีสเน่ห์แบบเก่าๆ ของเกียวโต

                ผมพยายามเบี่ยงความสนใจของตัวเองไปที่บ้านเรือนรอบข้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ นั้นดูแปลกตาอย่างที่หาไม่ได้ในประเทศไทย เมื่อประสมรวมกับความช่างคิดประดิษฐ์ค้น ความรักสวยรักงามของชาวญี่ปุ่น บ้านที่รูปทรงสวยอยู่แล้วยิ่งมีความงามขึ้นไปอีก เพราะแต่ละบ้านจะถูกประดับประดาด้วยของเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่นิสัยใจคอของผู้อยู่อาศัย บางบ้านก็เป็นดอกไม้ บางบ้านโมบาย บางบ้านเป็นโคมไฟหิน ถึงจะดูเรียบแต่เห็นแล้วอุ่นใจดีชะมัด รู้สึกได้ว่าเป็นความน่ารักที่แท้จริง

               

                บนโลกนี้มีมนุษย์จำพวกหนึ่งที่แปลก, คือเป็นพวกบ้าตัวเลข, มนุษย์จำพวกนี้หากได้ลองเล่นหุ้นก็จะนั่งจ้องตัวเลขเขียวแดงตามผังทั้งวันไม่เป็นอันกินนอน หากมีสมุดธนาคารก็ชอบคำนวณแล้วคำนวณอีกว่าสิ้นปีนี้จะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ หากเผชิญกับรถติดตามสี่แยกที่มีสัญญาณไฟแจ้งบอกเวลารอ ก็เพ่งซะราวกับว่าจะทำให้มันนับเร็วขึ้น

                ผมว่าตัวเองต้องเป็นหนึ่งในมนุษย์จำพวกบ้าตัวเลข - อย่างน้อยก็ต้องเป็นแบบอ่อนๆ แน่ๆ เพราะทั้งๆ ที่บรรยากาศรอบข้างจะดีแค่ไหน แปลกหูแปร่งตาน่าประหลาดใจเท่าใด พอได้เห็นแสงจ้าสะท้อนจากป้ายพลาสติกสีฟ้าที่ประจำตัวซากุระแต่ละนางนั่น, ห้ามยังไงก็ห้ามไม่อยู่ ระงับอยากรู้ไม่ได้ว่าความทรมานจะสิ้นสุดลง ณ วินาทีที่เท่าไหร่ของชีวิต เป็นความร่วมมือกันฉันท์มิตรระหว่างสองเท้ากับสองตา ระหว่างที่สองเท้าค่อยๆ คืบคลานไปตามทางเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้านั้น มันก็หยิกแกมหยอกบังคับแกนนัยน์ตาทั้งคู่ให้เหลียวไปมองตัวเลขอย่างถี่เกิน พิกัดไปพร้อมๆ กันด้วย

                ร้อยโกร๋นก็แล้ว สองร้อยโกร๋นก็แล้ว ทางเดินยังไม่มีทีท่าว่าจะขมวดจบ

                ผมเกิดสำนึกรู้ว่าตนคงไม่ใช่นักปรัชญากระมัง ถึงไม่สามารถทนทางเดินแค่ระยะทางสั้นๆ นี้ได้

จิตอีกข้างก็เถียงกับตัวเองว่าตอนนี้ร่างกายเราไม่พร้อม ไม่ฟิตเต็มร้อยเท่านั้นเอง ถ้าได้นอนเต็มอิ่มมาเมื่อคืน ทางเดินจิ๊บๆ แค่นี้สบายมาก! ฉันเป็นนักปรัชญาได้สบายมาก!

                ข้างกายผมคือมิสเอ็กซ์ผู้ส่งเสียงบ่นงึมงัมตลอดช่วงเวลาการเดินทาง

"โอ้ย ร้อนจังเลยแก ไหนบอกว่าญี่ปุ่นหนาวไงแก โอ้ย เมื่อยจังเลยแก ไม่น่าซื้อรองเท้าใหม่มาเมื่อวานเลยแก (รองเท้าลายมิกกี้เมาส์ที่เธอเตรียมมาเที่ยวดิสนีย์แลนด์ - น่ะเอง) โอ้ย เมื่อไหร่จะหมดล่ะแก นี่มันนานมากแล้วนะ สองกิโลเมตรญี่ปุ่นกับสองกิโลเมตรไทยนี่ต้องไม่เท่ากันแน่ๆ เลยแก ชั้นว่า"

                เออ.. คงไม่เท่ามั้ง ผมตอบ

                "นี่อย่ากวนได้เปล่า คนเหนื่อยๆ อยู่นะ ฮึ่ย ไม่ได้เรื่อง!" เธอแผดเสียงแก่นเซี้ยวเป็นลูกสาวกำนัน หรือจะให้พูดอย่างมีชั้นเชิงกว่านั้น, เป็นนางเอกหนังเกาหลี ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวและหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นในกรณีนี้คือ ผมดูหนังเกาหลีมากี่เรื่องกี่เรื่อง นางเอกทุกเรื่องก็มอบใจให้กับพระเอกในตอนจบ - ในที่นี้, เป็นพระเอกซึ่งกำลังมองหาตู้น้ำกระป๋องหยอดเหรียญอยู่และหอบแฮกๆ ด้วยความที่ไร้ของเหลวในร่างกาย, อ้าว, กูเองนี่หว่า! ไม่นะ!

                ผมหลบความคิดของตัวเองโดยโฟกัสไปที่การค้นหาตู้หยอดเหรียญต่อไป

                อ๊ะ... นั่นไง เจอแล้วหนึ่งตู้ ผมหยอดเหรียญร้อยเยนสองเหรียญเข้าไปอย่างว่องไว น้ำกระป๋องที่นี่ส่วนใหญ่จะราคาเท่าๆ กัน ตั้งแต่ร้อยเยนไปจนร้อยห้าสิบเยน มีทุกอย่างไม่ว่าเราจะต้องการแบบเบสิกหรือว่าแอดวานซ์ เบสิกที่ต้องมีอยู่แล้วก็คือ ชา กาแฟ น้ำเปล่า น้ำมะนาว น้ำส้ม ชามะนาว และอื่นๆ ที่ประชาชนปกติอย่างเราสามารถเรียกชื่อได้ถูกต้อง ส่วนที่แอดวานซ์ก็จะเป็นน้ำชนิดที่ไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินชื่อมาก่อนเลย และมักจะเขียนข้อมูลทุกสิ่งอันบนกระป๋องด้วยตัวคันจิเพื่อไม่ให้ประชาชนชาว ต่างประเทศเดาออกว่าจะได้เผชิญกับน้ำรสชาติอะไร

                ตัวผมเองโปรดปรานแบบแอดวานซ์มากกว่า ไหนๆ มาแล้วก็ต้องกดมั่วๆ ดูสิ จะมัว ชา กาแฟ อยู่ได้ยังไง เดี๋ยวมา ‘ไม่ถึงญี่ปุ่น' นะ  

                หมดน้ำไปสามกระป๋อง (ราคาประมาณห้าร้อยเยน มีรสชาติเปรี้ยว ขมแปร่ง และหวานตามลำดับ) ตัวเลขสีฟ้าบนต้นซากุระโกร๋นๆ เป็นเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้เพราะว่าล้าเกินกว่าจะนับ, ในที่สุดเราก็มาถึงวัดนันเซนจิ

                สังเกต การเป็นวัดนันเซนจิได้จากประตูขนาดบักเอ้กที่สร้างจากไม้ต้นใหญ่ทั้งต้น ประตูนี้มีชื่อเก๋ๆ ว่า ซันมง และวัดนี้ก็ไม่พลาดที่จะเก็บเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะอีกห้าร้อยเยน หากนักท่องเที่ยวท่านใดต้องการจะขึ้นไปชมวิวจากข้างบนนั้น จุดเด่นอีกประการของที่นี่คือมีทางลำเลียงน้ำก่อด้วยอิฐเป็นรูปสะพานโค้ง ขนาดใหญ่ ซึ่งในครั้งอดีต ว่ากันว่ามันมีหน้าที่ส่งน้ำจากทะเลสาปบิวา เพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

                เรานั่งพักเหนื่อยใต้ร่มไม้ใหญ่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ลมเย็นพัดพาความระบมผสมง่วงออก แล้วค่อยลุกขึ้นเก็บภาพ

                ชักกล้องได้ยังไม่ระคายเมมโมรี่ และที่สำคัญ ยังไม่คุ้มกับระยะทางที่ตรากตรำมา มิสเอ็กซ์ก็สะกิดเตือนตรงบ่าว่าถึงแก่เวลาอันควรแล้วที่จะต้องไปยังวัดที่สาม

                วัดที่ผมคิดถึงและผูกพันมากที่สุดในแผนการเดินทางวันนี้ - วัดคิโยมิสึเดระ

 


พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พฤหัส

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 

 

ชีวิต บางทีก็ต้องปิดปรับปรุง

                นักท่องเที่ยวนู้บๆ อย่างเรา (noob = มือใหม่) บางคนอาจจะงง เมื่อมาที่เกียวโตแล้วมีสองวัดที่ชื่อคล้ายกัน, กินคะคุจิ กับ คินคะคุจิ

                 กินคะคุจิ คือ วัดพลับพลาเงิน ส่วนคินคะคุจิ คือ วัดพลับพลาทอง

                แผนของเราคือไปเยี่ยม ‘กิน' คะคุจิ วันนี้, ไว้ค่อย ‘คิน' พรุ่งนี้ เพราะนี่เป็นการท่องเที่ยวแบบเรียงลำดับตัวอักษร (อัลฟาเบตติคอลทริป) และกอไก่ มาก่อนคอควาย (ขี้โม้!)

                หลังลงจากรสบัสสาย 5 ที่ป้าย Ginkakaji-michi (ด้วยอภิสิทธิ์ของบัตรบุฟเฟ่ต์หนึ่งวันในเกียวโต ราคาห้าร้อยเยน) ก็ต้องถ่อไปตามเนินถนนอีกประมาณสามร้อยเมตรด้วยบาทาและฝ่าเท้าของเราเอง มันทั้งสองข้างเริ่มร้องระงมประท้วงขึ้นมาด้วยความปวดระคนปนกับความง่วง ผมพยายามทำเป็นไม่สนใจเสียงกระจองอแงของลูกแหง่ทั้งสอง ไพล่คอหันไปดูวิวจะเข้าท่ากว่า

 สองฟากฝั่งเนินมีร้านขายของกระจุกกระจิกน่ารัก รวมไปถึงขนมญี่ปุ่นแบบต่างๆ เย้ายวนให้ม่วนใจ๋ เรียกว่าถ้าจิตใจไม่แข็งแกร่งพอนี่อาจจะเดินไปไม่ถึงตัววัดเอาได้ง่ายๆ มาตาย มาเสร็จคุณป้าร้านขายขนมนี่ล่ะวะ

                แต่ตอนนี้ท้องเราอิ่ม ดังนั้นเราใจแข็งพอ! (ยังจะมีหน้ามาพูด)

 

                จากหนังสือนำเที่ยว และสภาวการณ์รอบตัว นี่ควรจะเป็นทางเดินที่รื่นรมย์กว่านี้ ต้นซากุระควรจะผลิดอกได้แล้ว แต่เท่าที่เห็นสองฟากฝั่งมีเพียงต้นโกร๋นๆ พากันชูช่อยอดกิ่งสีดำน้ำตาลเสียดแทงท้องฟ้า สลับกับมวลหมู่นักเรียนญี่ปุ่นม.ต้น ม.ปลายคุยสไตล์คิมูชิอิไตอิโสะกันอย่างเฮฮามะเทิ่ง

                "นี่ถ้าซากุระบานมันคงสวยเนอะ" มิสเอ็กซ์รำพึง หลังจากละสายตาไปจากหนุ่มแดนซูชิคนหนึ่ง

                "ใช่ คงชมพูขาวไปทั้งแถบถนน เอาน่า เราว่าวันท้ายๆ ของทริป มันคงบานแล้วล่ะ" ผมพยายามมองโลกในแง่ดี

                "น่าเสียดาย" เธอถอนหายใจยาวเป็นคาวขวัญ.. ควันขาว

                "คิดซะว่าซากุระมันปิดปรับปรุงละกัน" ผมบอก แต่พบว่าเธอกลับไปมองไอ้หนูซูชิรายเดิมแล้ว

                มิสเอ็กซ์และผมเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ คือไม่ได้ช่ำชองอะไรแต่มีความคาดหวังสูง, นักท่องเที่ยวประเภทนี้จะมีนิสัยเหมือนนักลงทุน, จ่ายสตางค์ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าทริป แล้วก็หวังไปเอง ลมๆ แล้งๆ ว่าผลตอบแทนจะคุ้มค่า ยิ่งถ้าได้ของแถมจะถือว่ายิ่งดี ยิ่งคุ้ม ในกรณีนี้ก็คือ ซากุระต้องผลิดอกให้เห็นสิ เอาสวยๆ ด้วยนะ อย่ามาหุบกลีบ อย่ามา!, เด็กคนนั้นต้องไม่ร้องไห้กระจองอแงอย่างนี้สิ, ทำไมถึงมีสาวน่ารักน้อยจัง คนนู้นก็ไม่ผ่าน คนนี้ก็ไม่ผ่าน, ราเม็งชามที่เพิ่งกระซวกไปต้องไม่รสชาติเหมือนน้ำร้อนเปล่าๆ แบบนั้นสิ, แล้วทำไมนี่อากาศถึงได้หนาวอย่างนี้ พระอาทิตย์ช่วยโคจรมาใกล้โลกหน่อยได้มั้ย, จะเอาแต่ใจอย่างนู้น จะเอาอย่างนี้ อย่างโน้นเรื่อยไป พอใจไม่ง่าย

                นัยน์ตาข้างหนึ่งของผมซึ่งมีหน้าที่มองโลกในแง่งาม มันพยายามมองอย่างดีที่สุดว่า ในการท่องเที่ยว ทุกอย่างคงไม่ได้เป็นตามที่คิด และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด นั่นคงเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่สนุกเท่าไหร่

 

                แต่ถึงจะมองโลกในแง่ง่ามงามอย่างใด ก็เป็นโชคร้ายอีกครั้งของเรา ที่สิ่งที่ถูกปิดปรับปรุง ไม่ใช่แค่ซากุระเท่านั้น

                มันรวมไปถึง... ถึง... ถึง... ขอเสียงดรัมโรลหน่อยครับ

                วัดกินคะคุจิด้วย!

 

                หง่าง! เสียงฆ้องก้องหง่างเหง่งอยู่ในกระดูกรูปทั่ง โกลน และค้อนในช่องหูของเราอย่างไม่ปราณี เราจ่ายเงินค่าเข้าชมวัดไปแล้วห้าร้อยเยน ห้าร้อยเยนเพื่อมาพบนั่งร้านและโครงไม้ที่ประกอบรอบตัววัดนี่นะหรือ

                รู้สึกเหมือนถูกเข้าไปในหลุมดำ, เราหมุนวนเข้าไปในความมืดที่ไร้ขอบเขตพร้อมกับเสียงร้องว่า "ม่ายยยย..." ที่ค่อยๆ เลือนหายไปตามระยะทางอันห่างไกล

                วัดกินคะคุจิเป็นวัดที่ไม่เสร็จมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดังนั้นสภาพที่ได้เห็นในเวลานี้ ก็เป็นการประกาศเจตนารมย์อย่างเพอร์เฟค ว่าชั้นเป็นวัดที่ไม่เสร็จ และชั้นก็จะประกาศความไม่เสร็จของชั้นต่อไปอย่างภาคภูมิ

                ที่ว่าเป็นวัดที่ไม่เสร็จตั้งแต่ต้นคือ ในครั้งอดีต โชกุนนามโยชิมาสะ อาชิคางะ ผู้มีดำริให้สร้างวัดกินคะคุจิ ตั้งใจจะเคลือบทั้งตัววัดด้วยเงินทั้งหลัง ให้เคียงคู่กับวัดคินคะคุจิ ซึ่งเคลือบด้วยทองอร่ามทั่วพลับพลาสมบูรณ์แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ท่านโชกุนได้มาด่วนเสียชีวิตก่อนที่จะบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว วัดกินคะคุจิจนแล้วจนรอดจึงไม่ได้ถูกเคลือบด้วยเงินสักที เท่าที่เห็นตัววัดเลยมีภายนอกเป็นสีน้ำตาลเข้ม ตามสีธรรมชาติของไม้ที่นำมาก่อสร้าง แต่เพียงเท่านั้นก็นับว่าเป็นวัดที