หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 




 

ความสุขบรรจุเล่ม ความสุขบรรจุขวด

                ผมเป็นหนี้บุญคุณซีคิดส์

                ซีคิดส์คือนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ของสยามอินเตอร์คอมิกส์ ทุกๆ วันศุกร์จะเห็นเด็กๆ ชาวจังหวัดนครสวรรค์ไปรอหน้าร้านหนังสือการ์ตูนหน้าโรงเรียน เพื่อจับจองความสุขบรรจุเล่มงวดล่าสุดก่อนเพื่อนๆ, ทั้งๆ ที่ ไอ้คนที่ซื้อมาคนแรกนั่นแหละ จะได้อ่านเป็นคนท้ายสุด เพราะกัลยาณมิตรท่านอื่นจะดึงยื้อแย่งไปอ่านก่อน อันเจ้าของจะอาริยขัดขืนก็มิได้ด้วยเกรงใจ และจริงๆ แล้ว เหตุผลที่มันรีบรุดซื้อมาเป็นคนแรก ก็เพราะว่าอยากให้เพื่อนยืมอ่านเยอะๆ จะได้ซื้อใจเพื่อน ให้ตัวเองได้ป๊อปปูล่าร์อีกทางหนึ่งนั่นแหละ หึ! ชั้นรู้ทันแกนะ! (เพราะชั้นก็เป็นคนหนึ่งที่เคยทำอย่างนั้นเหมือนกัน)

                เรื่องเด็ดโดนในซีคิดส์สมัยที่ผมอ่าน (ซึ่งนานนมมาแล้ว) ก็อย่างเช่น วันพีซ (ปัจจุบันก็ยังไม่จบ) ชาแมนคิง นูเบมืออสารล่าปีศาจ ซึบาสะภาคต่างๆ การ์ตูนเหล่านี้ทำให้ผมเติบโตมาอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ตึงไป ทำให้มีเรื่องคุยกับเพื่อน มีเรื่องอัพเดทว่า เฮ้ย ซึบาสะได้ไปบอลโลกอีกแล้วเหรอวะ พระเอกอัพเกรดร่างเกราะหรือยัง ตัวละครนู้นตายหรือยัง ตัวละครนี้กลับชาติมาเกิดใหม่หรือยัง

                 มองแบบน่ารักๆ ก็เป็นสมอลล์ทอล์คของเด็ก ทำให้มีหัวข้อคุย มีพระเอกร่วม ศัตรูร่วม กระชับมิตรกันไปตามสภาพ

 

                และแล้ววันหนึ่งสมัยม. ต้น ในช่วงอากาศกำลังดี, ‘ไอส์' ก็มาถึง

                ไอส์ เป็นผลงานของอาจารย์มาซาคัตสึ คัตสึระ เดิมทีอาจารย์แกจะวาดแนวแฟนตาซีๆ หน่อย มีทะลึ่งตึงตังปนมาบ้างพอให้ใจ (คนอ่าน) กระชุ่มกระชวย ผลงานที่ดังๆ ที่ผ่านมาก็เช่น วิงแมน เซ็ตแมน ชาโด้วเลดี้ วิดีโอเกิร์ล (แค่ชื่อเรื่องก็เสียวสยิวแล้วใช่ไหม)

                แต่ไอส์ต่างออกไป - มันเป็นเรื่องแนวเมโลดราม่าและธรรมดาอย่างที่สุด ไม่แฟนตาซี ไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคล้ำยุค ไม่มีการผจญภัยเจ็ดน่านน้ำ ไม่มีองค์กรชั่วร้ายหมายครองโลก ไม่มีพระเอกสุดแมน - และถ้าจะให้พูดกันจริงๆ แล้ว พระเอกของเรื่องนี้ออกจะขี้ขลาด แถมเป็นคนแหยๆ เสียด้วยซ้ำ

                อิจิทากะ เซโตะ พระเอกของไอส์ เป็นนักเรียนชายมัธยมปลายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขามีนิสัยขี้อายและชอบเก็บตัว แต่ดันทำตัวไม่เข้ากับนิสัย แอบไปมีใจให้ดาวของห้อง -- อิโอริ - ซึ่งสำหรับอิโอริ นอกจากเธอจะมีสถานะเป็นดาวของห้องแล้ว เธอยังเป็นกึ่งๆ ดาราด้วยหลังจากได้ถ่ายรูปในชุดว่ายน้ำสี่สีเสปรดให้กับแมกาซีนเล่มหนึ่ง และนั่นเป็นวิธีที่อาจารย์มาซาคัตสึใช้เปิดเรื่อง, ภาพเสปรดสี่สีชุดว่ายน้ำแบบเอ็กซ์ๆ ของน้องอิโอริในซีคิดส์, นิตยสารการ์ตูนเด็กรายสัปดาห์, การ์ตูนเด็ก

                เปิดมาครั้งแรก ผมแทบเลือดกำเดากระฉูดด้วยทรวด-ทรง-องค์-เอว

                ผมกำลังหลุดประเด็นละ, นั่นไม่ใช่พอยนต์ที่จู่ๆ เล่าขึ้นมา, ที่จะเล่าก็คือการ์ตูนเรื่องไอส์นี่ละครับ ที่ทำให้ผมได้รู้จักวัดคิโยมิซึเดระ เพราะวัดนี้เป็นฉากสำคัญฉากหนึ่งในเรื่อง และที่สำคัญ, เป็นฉากที่ผมประทับใจ, ฉากไปทัศนศึกษา (ซึ่งเวลาไปทัศนศึกษา เปอร์เซ็นต์การสารภาพรักของหญิงชายในการ์ตูนจะพุ่งสูงขึ้นจนมากเป็นอันดับสามเทียบกับสถานการณ์อื่น)

                ท่านผู้อ่านก็ลองคิดดูสิครับว่าเด็กม. ต้นวัยทวีน ภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัดคนหนึ่ง เวลาได้ประทับใจกับการ์ตูนทะลึ่งๆ เรื่องโปรด ฉากในความทรงจำมันจะฝังจิตขนาดไหน ฉากสารภาพรักเชียวนะ! อ่านไปน้ำมูกก็ย้อยไปน่ะ! (บางครั้งน้ำมูกก็แดงเพราะผสมกำเดามาด้วย)

                ฮัด-เช่ย!

                แหะ แหะ เรียกได้ว่าแค่ได้มาเหยียบบริเวณวัด ความหลังครั้งยังเยาว์ก็ฟุ้งขจรขจายขึ้นมาจนคัดจมูกเลยแหละ

 

                ต้องขอชมอาจารย์มาซาคัตสึ (และคณะผู้ช่วยวาดฉาก) ที่รังสรรค์ภาพวัดคิโยมิสึเดระได้แทบจะเหมือนจริงทุกประการ, ผมคิดว่านี่เป็นความมหัศจรรย์ข้อหนึ่งของการ์ตูนญี่ปุ่น ถึงแม้ภาพจะเป็นขาวดำ ใช้ลายเส้นง่ายๆ ไม่ได้วาดเหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้ว เป็นแค่หมึกที่พิมพ์หยาบๆ อยู่บนกระดาษสากๆ แต่เมื่อได้อ่าน ในสมองเรากลับเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีความละเอียดของภาพสูงยิ่งกว่าโทรทัศน์ไฮเดฟินิชั่นเสียอีก

                วัดคิโยมิสึเดระเป็นวัดที่มีความเก่าแก่กว่าสี่ร้อยปีแล้ว* แต่น่าแปลกที่สิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังดูใหม่สะอาด ซึ่งคงต้องขอบคุณผู้ที่ดูแลรักษามรดกโลกแห่งนี้เป็นอย่างดี ถึงจะบอกว่าดู ‘ใหม่สะอาด' แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวอย่างนั้นนะ, ทว่าเป็นความใหม่สะอาดที่มีกลิ่นอายของอาริยธรรมอันรุ่งเรืองเมื่อหลายร้อยปีก่อนด้วย

                ฉากที่ตรึงตาผมมาตั้งแต่สมัยไอส์คือ ระเบียงซึ่งก่อสร้างเป็นเวิ้งรับกับภูมิประเทศซึ่งเป็นไหล่เขา เป็นระเบียงที่มีขนาดใหญ่บักเอ้กกะด้วยสายตาสามารถรองรับเด็กนักเรียนประถมให้มาเกาะได้เกือบทั้งโรงเรียน มองออกไปจะเห็นยอดไม้หนาแน่น (ซึ่งวันนี้-โกร๋น) หากมองไกลจะไปอีกจะเห็นตัวเมืองเกียวโต มิสเอ็กซ์ลองก้มมองดูด้านล่างแล้วอุทานว่าสูงม้าก! ผมลองมองบ้าง พบว่าน่าจะสูงประมาณสิบกว่าเมตร

                ไอ้ความสูงชันตรงนี้แหละครับ ทำให้เกิดประโยคภาษาญี่ปุ่นว่า "ไปกระโดดลงจากระเบียงวัดคิโยมิสึเดระ" ซึ่งแปลว่า การตัดสินใจลงแรงทำอะไรถึงแม้รู้ว่าเสี่ยงก็ตาม เห็นว่าในสมัยเอโดะ ถ้าใครสามารถรอดจากการโดดระเบียงสูงนี้แล้วละก็ คำอธิษฐานข้อหนึ่งของเซอร์ไวเวอร์ผู้นั้นจะถูกทำให้เป็นจริงด้วย

                แต่สมัยนี้โดดแล้ว - ตายฟรีนะ

 

                นอกจากจะโด่งดังจากระเบียงเสี่ยงตายวายชีวาตรงนี้แล้ว วัดคิโยมิสึเดระยังมีความโด่งดังจาก "น้ำทิพย์สามสาย" ซึ่งมิสเอ็กซ์ก็ไม่พลาดที่จะวิ่งปรู๊ดปร๊าดไปต่อคิว (ยาวกว่าร้อยคน) เรียบร้อยแล้ว และที่ต้องเสริมคือ "วิ่งไปต่อคิวด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊าเกินหน้าเกินตามากๆ" ชิชะ!

                ผมขี้เกียจไปแทรกกับคลื่นมนุษย์ด้วย และอยากอยู่เงียบๆ นั่งกินลมชมวิวสักพัก จึงวางเป้ พักบั้นท้ายและบั้นเท้าลงบนบันได

                น้ำทิพย์ที่มิสเอ็กซ์กำลังฝ่าฟันขันแข็งเพื่อให้ได้ลิ้มลองนี้ เป็นน้ำสามสายซึ่งไหลออกมาจากรางท่อบนหลังคาหิน ความเชื่อคือ ถ้าได้ดื่มน้ำสายที่หนึ่งจะประสบความสำเร็จเรื่องการศึกษาหรือการงาน, สายที่สองเรื่องความรัก, และสายที่สามเรื่องสุขภาพ แต่เท่าที่สังเกตดูทุกคนก็จะรองดื่มทั้งสามสายกันทั้งนั้น ประมาณว่าไหนๆ มาแล้ว ก็เอาทั้งการศึกษา ความรัก และสุขภาพเลยละกัน คนที่นำมากรอกใส่ขวดเพื่อนำกลับบ้านก็มีไม่น้อย หากขี้เกียจรอหรือขี้เกียจกรอกใส่ขวด ทางวัดยังมีแบบบรรจุพาสเจอร์ไรซ์สำเร็จรูปไว้ขายด้วย เป็นคำอวยพร เป็นน้ำทิพย์ เป็นความสุขบรรจุขวด!

                เอากับเค้าซี้! ซี้! ซี้! (ประโยคนี้เป็นคำอุทาน, ไม่ใช่เป็นการเซ้าซี้ให้มาปฏิบัติกามกิจกับผมแต่อย่างใด)

                แล้วก็ถึงตาของมิสเอ็กซ์ เธอรองทั้งสามสายผสมกัน ดื่มเป็นกระบวยแรก, และรองสายที่สองจนปรี่เพื่อซดเฮือกอีกกระบวย เมื่อเสร็จสิ้นพิธี เธอก็เดินมาหาผมด้วยสีหน้าอิ่มเอิบใจ

                "สมควรแล้วล่ะ ไม่ดื่มอีกสักกระบวยเหรอ ฮิฮิ" ขณะที่เธอมีสีหน้างุนงงว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผมก็รีบโหนเป้ใส่หลัง จ้ำอ้าวหนี ก่อนที่ความคิดและรองเท้าลายมิกกี้เมาส์ของเธอจะเดินทางตามมาทัน

* เฉพาะสิ่งก่อสร้างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน, ส่วนวัดนั้นถูกก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยนาระ ราว ค.ศ. 798

 



 

พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ จันทร์ พฤหัส

ข้าพเจ้าขอหยุดสักพักนะจ๊ะ แล้วนางมารร้ายจะกลับมาอย่างสมบูรณ์กว่าเดิมจ้ะ ขออภัยผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้

 

ทางเดินสายปาดยา

posted on 17 Sep 2009 21:31 by champcpe in chapter

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

 

 

ทางเดินสายปาดยา

ใครบอกว่าดอกไม้ไม่มีฤทธิ์ขับกล่อมจิตใจ?

                ผมเถียงได้ว่าไม่จริง! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราฝากความหวังอันสูงสุดไว้กับดอกไม้เหล่านั้นด้วยแล้ว

                จากหนังสือ (อะไรๆ ก็อ้างหนังสือ เพราะเป็นมนุษย์หนังสือ) ทางเดินสายปรัชญาควรจะเต็มไปด้วยดอกซากุระบานสะพรั่งเป็นสีขาวอมชมพูเหมือนแก้มเด็ก แต่เท่าที่เห็นมีเพียงแถวต้นซากุระโกร๋นๆ ยิ้มเยาะเราด้วยแผ่นพลาสติกหมายเลขประจำตัวสีฟ้าที่ถูกเย็บตรึงแน่นติดกับลำต้น บนแผ่นพลาสติกของแต่ละต้นมีหมายเลขกำกับไว้ ไล่จากหนึ่ง บวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงอินฟินิตี้ อย่างไร้จุดสิ้นสุด

                ที่ว่าไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่รู้มันจะไปสุดที่ตรงไหน หากเป็นตัวเลขเคานท์ดาวน์ เรายังพอจะเดาได้บ้างว่าอย่างมากคงสุดที่หนึ่งหรือศูนย์ ถ้าตอนนี้ตัวเลขคือหนึ่งร้อย ถัดไปอีกร้อยต้นก็น่าจะจบการเดินทางอันวิบากนี้แล้ว

                แต่นี่มันเคานท์อัพ - นับขึ้น

                ดังนั้นเราหมดสิทธิ์จะเดา มีร้อย สองร้อย สามร้อย หรือแปดพันห้าร้อยยี่สิบสี่ต้นก็ไม่รู้!

                ทางเดินสายปรัชญาหรือทางเด