Just like heaven, just like hell (2)

posted on 30 Aug 2009 23:25 by champcpe in chapter

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

.....

 


 

Just like heaven, just like hell (2)

 

                เที่ยวบินของเราเป็นเที่ยวบินตาแดง คือออกบินตอนดึกๆ ถึงจุดหมายตอนรุ่งสาง เนื่องจากรู้มาก่อน ว่าจะต้องออกจากไทยเวลาสี่ทุ่ม ถึงญี่ปุ่นเวลาตีห้า ผมจึงเตรียมใจไปนอนหลับพักผ่อนบนเครื่อง ซึ่งกินเวลาบนฟ้าห้าชั่วโมงครึ่ง

                ไม่แค่ ‘เตรียมใจ' สิครับ เรียกว่าต้อง ‘บังคับ' ตัวเองให้หลับกันเลยดีกว่า ห้ามไม่หลับเป็นอันขาด มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นว่า วันแรกที่อยู่ในญี่ปุ่น ต้องอยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย เบลอถึงชีวิต สิ้นคิดถึงชีวา การไปเที่ยววัดเที่ยววาที่วางแผนไว้เสียโก้หรู อาจจะกลายเป็นการได้ไปเฝ้าพระอินทร์ในฝันแทนไปเสียฉิบ

                ผมได้ที่นั่งริมหน้าต่าง เรียกเป็นประสาปะกิดว่าวินโดว์ซีท เหมาะแก่การหลับไหลคลายตัวเป็นอันมาก เมื่อเครื่องขึ้นจนเสร็จพิธีการ ผมจึงเสียบหูฟังไอพอด เอนกาย เตรียมเข้าสู่ภวังค์อันแสนสุขทันที

 

                อนึ่ง พิธีการเครื่องบินขึ้น เป็นพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ ห้ามผู้ใดลบหลู่เป็นอันขาด ทุกผู้ทุกนามจะต้องนั่งหลังตรง ห้ามปรับเบาะ ห้ามมีความบันเทิงใดๆ ในชีวิตเป็นเวลาราวสิบนาที ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง จะยากดีมีจน จัณฑาลเศรษฐีชีพราหมณ์อย่างไร ก็มิอาจหลุดพ้นไปจากบ่วงกรรมของพิธีการนี้ได้ เป็นพิธีการที่เจ้าหน้าที่ภาคสนาม แอร์ สจ๊วต ไพลอตและโคไพลอตให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด หากฝ่าฝืนมีสิทธิ์ถูกโยนลงจากเครื่องทั้งๆ อย่างนั้น เมื่อนักบินประกาศว่าเอาเครื่องขึ้นเรียบร้อยแล้วก็ถือเป็นอันเสร็จพิธี ทุกคนสามารถกลับมามีชีวิต ตลอดจนความบันเทิงได้ดังเดิม

 

                ระหว่างที่ผมกำลังเคลิ้มๆ จะหลับมิหลับแหล่อยู่นั้น เหล่าแอร์โฮสเตสสาวในชุดสีน้ำเงินสวยสะพรั่ง (มองไปแล้วก็ให้นึกถึงผ้าถุงของไทยอยู่เหมือนกัน แต่นี่เป็นลายผ้าถุงนุ่งสิงคโพร์) ก็ปฏิบัติภารกิจลับอันสำคัญยิ่งของพวกเธอทันที นั่นคือภารกิจปลุกผู้โดยสารที่กำลังเดินทางเข้าสู่แดนสนธยา

                พวกเธอมีเซนส์พิเศษในการสังเกตว่า ผู้โดยสารคนนี้เคลิ้มที่กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว หากเคลิ้มมากยิ่งท้าทายชวนให้ปลุก แถมได้โบนัสสกอร์อีกด้วย หมดรอบบินปุ๊บพวกเธอจะนำสกอร์ของแต่ละคนมาเปรียบเทียบหาท็อปเท็นปั๊บ ผู้ได้สกอร์อันดับหนึ่งถึงสิบจะได้รับรางวัลเป็นเครื่องสำอาง เสื้อผ้าแบรนด์เนม กระเป๋ากุชชี่ จากุซซี่สุดหรู และสิทธิ์ในการจับจอง (ดิพส์) กัปปิแตนหนุ่มหล่อ นี่เป็นเกมสนุกแบบลับๆ ของพวกเธอ (อ้างอิงจาก สารานุกรมแอร์โฮสเตส ฉบับเพ้อเจ้อสุดขอบโลก)

                "เซอร์?" อือ...

                "เซอร์?"

                อือ.. ผมเผยอเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย เห็นปากรูปกระจับของแอร์โฮสเตสสาว ผู้ทำสีหน้าลำบากใจคล้ายขอความช่วยเหลือ เธอบุ้ยใบ้ไปยังที่นั่งข้างๆ ผม ผมหันไปมองตาม ภาพที่เห็นคือ .. อะไรบางอย่างที่ถูกคลุมโปงด้วยผ้าห่มของสิงคโปร์แอร์ไลน์ เกิดเป็นประติมากรรมอันน่าสะพรึง ดูเผินๆ เหมือนห่อศพ!* หรือนี่จะเป็นฆาตกรรมบนเครื่องบิน? ฆาตกรรมในห้องปิดตาย? คินดะอิจิอยู่ไหน? โคนันอยู่ไหน? อยู่ในไฟลต์นี้หรือเปล่า?

                 คุณป้าที่นั่งข้างวัตถุปริศนาซึ่งเพิ่งตื่นเช่นกัน เมื่อได้เห็นประติมากรรมอันทรงพลัง ก็ทำท่าผงะถอยไปสามคืบเศษ ปากอ้าค้าง ตาถลน

 

                "Could you please wake her up?" แอร์โฮสเตสถามอย่างเกรงใจ

                "Sure.. เฮ้ย ตื่น..." ผมสะกิดผ้าคลุม "ตื่นๆ มิสเอ็กซ์"

                มิสเอ็กซ์แหวกดักแด้ผ้าห่มลายหมากรุกออกมาตาปรือ เธอแหว "มีอะไร" ผมชี้ไปทางแอร์สาว แอร์ถามเธอว่าต้องการชาหรือกาแฟไหม

                "วอด คะ?" มิสเอ็กซ์ตอบ น้ำเสียงงุ่นง่าน ผมฟังมานานจนรู้ว่าประโยคนี้คือ "อะไรคะ" (what ka?) ในภาษาอังกฤษแบบออฟฟิศไทยของมิสเอ็กซ์ แต่ยังไม่เชื่อหูว่าเธอจะเอามาใช้ที่นี่ด้วย อาจจะเป็นด้วยความง่วงกระมัง

                แอร์สาวมีสีหน้างงงวยกับคำตอบที่ได้รับ "???.. Vodka? Sorry we don't have Vodka. Would you like something else to drink?"

                "วอด นะคะ!?" มิสเอ็กซ์ยืนยันคำเดิมด้วยสีหน้าเอาเรื่อง จะตบแอร์เลยมั้ยล่ะแหม

                "Sorry, mam, we don't have.."

                ในใจผมนึกขำในสถานการณ์แสนคลาสสิก แต่ก็สงสารคุณแอร์เหลือเกิน "เค้าถามแกว่าจะเอาน้ำอะไรดื่มอะ" ผมบอก

                "อ๋อออ.." มิสเอ็กซ์หันไปถึงบางอ้อกับแอร์สาวผู้มีสีหน้าโล่งใจ "ไอวอนท์ออเร้นจ์จุ้ยซ์พลีสค่ะ" (ฉันต้องการน้ำส้มได้โปรดเถิดค่ะ) ในที่สุดเธอก็ได้น้ำส้มมาดื่มสมใจอยาก เธอกระเดือกน้ำส้มรวดเดียวหมดแก้ว คัมปาย!

 

...

                หลังจากวิกฤติวอดคะ มิสเอ็กซ์ขอเปลี่ยนที่นั่งกับผมโดยเธอขอย้ายไปนั่งริมหน้าต่างแทน ผมจึงได้นั่งตรงกลางระหว่างคุณป้า กับวัตถุคลุมโปงไม่ทราบสัญชาติ ผู้ซึ่งขณะนี้ได้สลบไสลไปอีกคราหนึ่ง (แน่นอนว่าใต้ร่มเงาของผ้าห่มสิงคโพร์และยังคงมีสรีระอันอยู่ในองศาสะพรึง) ..นี่มันน่ากลัวยิ่งกว่า สเนค ออน เดอะ เพลน อีกนะเนี่ย บรื๋อ..

                "เค้าเป็นอะไรหรือเปล่า" คุณป้าซึ่งคงนั่งสงสัยคนเดียวมานาน รวบรวมความกล้า กระซิบถามผมในที่สุด

                "เปล่าครับ.. เค้าก็เป็นอย่างนี้หละครับ" ผมกระซิบตอบ

                "...แฟนกันเหรอ?" คุณป้ามีสีหน้าเห็นใจ

                "เปล่าครับ!! เพื่อน..." ผมปฏิเสธพัลวันอย่างกระซิบกระซาบ พอนึกท่าทางออกไหมครับ ทำยากนะนั่น           

                "ครั้งแรกเหรอ?" คุณป้าถามต่อ

                "??? อะไรนะครับ" ผมตกใจ ไอ้คำว่าครั้งแรกนี่มันมีความหมายทั้งดีร้ายปนกัน ผมก็ไพล่คิดไปทางด้านร้ายๆ ก่อนเสียด้วย

                "..ไปญี่ปุ่นน่ะ" เธอขยายความ

                "อ๋อ ใช่ครับ ครั้งแรก" โล่งใจ.. นึกว่าอะไรซะอีก

 

...

 

                หลังจากทำใจว่าคงนอนไม่หลับแล้ว ผมจึงนั่งคุยกับคุณป้าจนรู้ว่า เธอเดินทางเพื่อไปเยี่ยมลูกสาวที่เรียนอยู่ในโอซาก้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเธอ .. หมายถึงการไปญี่ปุ่นน่ะครับ.. แต่เธอได้ละเว้นจากธุรกิจการบินมานาน จนลืมวิธีปฏิบัติตัวต่างๆ ไปเสียหมดสิ้น เธอเล่าว่า กว่าจะขึ้นเครื่องมาได้ ต้องวุ่นวายเจรจากับเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เคานเตอร์เช็คอิน ด่านตม. ด่านตรวจจับโลหะ และอื่นๆ

                อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอย่างน้อย, เธอคงวุ่นวายไม่มากไปกว่ามิสเอ็กซ์เป็นแน่แท้

                ระหว่างที่ผมกับคุณป้ากำลังคุยออกรสกันอยู่นั้น ก็เริ่มมีเสียงแปลกๆ ดังออกมาจากประติมากรรมผ้าห่มข้างๆ มันดัง คร่อก ฟืด คร่อก ฟืด และเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับเบลที่น่ากลัว

                ผู้โดยสารคนอื่นเริ่มชะเง้อ ท่านผู้มีเกียรติบางท่านถึงกับปีนที่นั่ง ส่งสายตาอาฆาตมาทางเรา คุณป้าที่คุยอยู่ดีๆ เมื่อรู้ตัวก็เริ่มตีตัวออกห่าง แถมยังทำท่าให้ผู้โดยสารคนอื่นรู้ว่า ชั้นไม่รู้จักพวกนี้นะ ชั้นไม่เกี่ยว! ด่ามันคนเดียว! (จำไว้เลยนะครับ! คุณป้าผู้มีลูกสาวเรียนอยู่โอซาก้า!)