ฝัน บ้า คาราโอเกะ

posted on 01 Sep 2009 23:05 by champcpe in chapter

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

.....

 


 

ฝัน บ้า คาราโอเกะ

 

                ยะเยียบผิวจนต้องนิ่วหน้า!

                "สวัสดีขรับ โอฮาโยโกไซ้อิหมัส  ขณะนี้เครื่องลงจอดอย่างปลอดภัยที่สนามบินประจำภูมิภาคคันไซโดยสวัสดิภาพ อากาศภายนอกเครื่อง เก้าอ๊งศาเซ้ลเซียส จงคลุมกายด้วยเสื้อกันหนาวหนาๆ และผ้าห่มผืนโต แล้วเชิญเสด็จออกจากเครื่องโดยพร้อมเพียงกัน ณ บัดนี้ ไฮ่"

                แม้กัปปิแตนจะตักเตือนพวกเราด้วยความหวังดีก่อนออกจากเครื่องแล้วก็ตาม แต่นี่มันก็นาว หน่าว หน้าว หน๊าว หนาว อะไรเช่นนี้ หนาวแบบทีวีแชมเปี้ยนจริงๆ หนาวจนหน้าชา ต่อมเหงื่อพากันบีบรัดขนแต่ละเส้น แต่ละเส้น จนตั้งตรงแหน่วตั้งฉากกับผิวกาย เสื้อกันหนาวที่ใส่อยู่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เราพากันเดินกอดอก สะพายเป้ ตัวสั่นงั่กๆ ออกมาจากประตูเครื่อง

                สองข้างทางคือเหล่าพนักงานภาคสนามที่โค้งคำนับ แผ่นหลังทำมุมฉากกับพื้น พูดซ้ำๆ ว่า "อะริงาโต้ โกไซ้อิหมัส @$#)" ประโยคหลังฟังไม่ออก แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยคเดียวกับพนักงานเซเว่น คือ "รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั้ยคะ" ..ไม่ใช่ละ.. เพิ่งลงจากเครื่องจะเอาขนมจีบซาลาเปามาทำนินจาอะไรล่ะ .. ต้องเป็น "โอกาสหน้าขอให้ได้มีโอกาสรับใช้ท่านอีกนะคะ" ต่างหากเล่า

 

                พูดถึงเรื่องการโค้งคำนับ (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า เร หรือ โอจิกิ) เคยอ่านเจอมาว่าเขาจะโค้งให้คนในวาระต่างๆ กัน ด้วยองศาที่ไม่เท่ากัน ค้างไว้นานไม่เท่ากัน และจำนวนครั้งไม่เท่ากัน หากสนิทหน่อยก็จะโค้งสั้นๆ มุมน้อยๆ ประมาณ 15 องศา แต่หากโค้งให้ผู้ที่สูงศักดิ์กว่าก็จะโค้งนานๆ และเพิ่มองศามากขึ้นตามความอาวุโส อ่านแล้วก็ชวนให้อึ้งในความคิดมากของชาวอาทิตย์อุทัยเสียเหลือเกิน ไพล่คิดไปถึงป้าแดง ร้านขายของชำแถวบ้าน ถ้าวันไหนแกอารมณ์ดีก็จะพูดจาภาษาดอกไม้ ยิ้มแย้มมาเชียว แต่ถ้าวันไหนทะเลาะกับฮัสสะแบ้นด์มาละก็ ลูกค้าคือคนที่ซวยที่สุด ต้องเตรียมตัวรองรับอารมณ์คลั่งของแกให้จงหนัก ไปซื้อของทีหนึ่งน่ากลัวกว่าไปรบที่เขมรเสียอีก อย่างนี้น่าจะจับส่งไปฝึกที่ญี่ปุ่นเสียให้เข็ดหลาบ (ป้าแดงร้องเฮ.. ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรี)

                เราพาตัวเองเข้าไปต่อแถวในด่านตรวจคนเข้าเมืองสำหรับชาวต่างชาติหลังจากลงรถไฟที่เชื่อมระหว่างแต่ละเทอร์มินัล วันนี้แถวไม่ใคร่ยาว น่าจะเสร็จการได้โดยไว มองดูนาฬิกาก็เพิ่งจะตีห้าครึ่งเท่านั้นเอง แผนการสำหรับวันแรกหลังจากออกจากสนามบิน คือหอบสัมภาระขึ้นรถไฟ ไปฝากโรงแรมในโอซาก้า เมื่อตัวเบาเราสบายแล้ว ถึงต่อรถไฟไปตะลุยเกียวโตเพื่อชมวัดแบบมาราธอน

                ระหว่างต่อคิว มิสเอ็กซ์ก็คว้าตลับแป้งขึ้นมาผัดหน้ารักษาลุค คุณป้าที่พบบนเครื่องพยายามชวนผมคุย (กลับมารู้จักกันแล้วเหรอจ๊ะป้า บนเครื่องบินยังทำท่าไม่รู้จักกันอยู่เลย หึ!) แต่ผมไม่สามารถมีรีแอคชั่นตอบสนองใดๆ กับเธอได้มาก สาเหตุเป็นเพราะสลึมสลือ ร่างกายห่างหายจากการนอนมายี่สิบชั่วโมงรวด (เหตุเพราะอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว) พาลให้กังวลฤทัยเป็นการมาก ว่าจะเที่ยวกันยังไง ง่วงซะขนาดนี้

                คิวเลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้น และใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด เจ้าหน้าที่ (นามสมมติ: เรโกะ) ก็เรียกผมเข้าไปยังบูธตรวจคนเข้าเมืองของเธอ อาการง่วงของผมในตอนนั้นเข้าขั้นแม็กซ์ น้ำตาลเต็มร้อย รสชาติศูนย์เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างเริ่มแสดงตนดังถูกใช้ฟิลเตอร์เกาส์เซียนเบลอในโฟโต้ชอป อนาโตมีของเรโกะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรูปวาดของพิกัสโซ่ วิสัยทัศน์รอบกายเป็นขอบฟุ้งเหมือนอยู่ในห้องอาบน้ำร้อน เบลอ เบลอ เบลอ

...

                แล้วทำไมบูธกลายเป็นสีชมพูสลับเหลืองรูปคิตตี้ละนั่น? ยูนิฟอร์มของเรโกะพร่างพราวไปด้วยรูปดาวจากแสงสปอตไลท์ ลูกบอลกระจกด้านบนหมุนทำมุมรับกับจังหวะ เรโกะยิ้มคิกขุ เธอหยอดเหรียญร้อยเยนเข้าไปในเครื่องคาราโอเกะที่ซ่อนอยู่ภายในด่านตรวจคนเข้าเมือง จอภาพขอบชมพูทันสมัยเผยตัวชวู้บชว้าบออกมาพร้อมจิงเกิ้ล (แต่น-แต๊น-คา-รา-โอ-กี๊-แมช-ชี้นนน..) เธอกดเลือกเพลงเบอร์ 0189 ที่แป้นตัวเลข ยื่นไมค์อันหนึ่งให้ผม หัวเราะน้อยๆ เพลงนกเขาคูขึ้นท่อนอินโทร เรโกะฮัมเสียงโซปราโน (ฮู้วว)

                (โปรดอ่านด้านล่างเป็นทำนองเพลงฉ่อย)

                เรโกะ: จะมาพักกี่วันหรือขวัญตา

                ผม: พี่จะมานอนหลับนับเก้าวัน

                เรโกะ: มีที่นอนเอนกายหรือยังนั่น

                ผม: ที่พักนั้นชื่อนิวชูโอ

                (ดนตรี เครื่องเป่านานาชนิดร้องบรรเลง นักร้องคอรัสร้องเป็นซาวนด์แทร็ก: นิวชูโอ นิวชูโอ เรโกะวาดลวดลายหมุนตัวก่อนร้องต่อ)

                เรโกะ: มาญี่ปุ่นด้วยจุดประสงค์ใด (คอรัส: มาญี่ปุ่นด้วยจุดประสงค์ใด) จะจีบน้องหรือใยอย่ามาทำโอ่

                ผม: พี่มาด้วยความตั้งใจ (พี่มาด้วยความตั้งใจ) ว่าจะไปทัวร์เกียวโต

                เรโกะ:     เกียวโต เกียวโต เกียวโต โอ้โห เป็นเมืองสวยศรี,

                                ขอถามตามวิสัย (ขอถามตามวิสัย) นำเงินมาเท่าไรหรือพี่คนดี

                ผม: นำเงินมาไม่มากไม่มาย (นำเงินมาไม่มากไม่มาย) พอให้จับจ่ายน่ะยอดยาหยี

                เรโกะ: น้องนับแล้วได้แสนเยน แสดงให้เห็นว่าพี่พอมี

                ผม: อย่างนั้นก็อย่าชักช้า (อย่างนั้นก็อย่าชักช้า) ปล่อยพี่ออกมา...สักที

                (เพลงจบ ขึ้นสกอร์เป็นตัวเลข ..แปดสิบคะแนน ผู้ชมปรบมือกึกก้องห้องตม. ผมและเรโกะจับมือโค้งคำนับสี่สิบห้าองศา)

 

...

                "ไปกันยัง!"

                เสียงมิสเอ็กซ์ดันทำผมตื่นจากความฝันอันสวยงามเสียนี่! ผมสบัดหัว หันไปบอกลาเรโกะด้วยน้ำตากลิ่นชาเขียว (สำนวนนะ สำนวน) แต่เธอดันหันไปร้องคาราโอเกะกับแขกผู้มาเยือนท่านต่อไปซะแล้ว ไม่มีความใยดีให้ผมสักนิด!

 

                ผมกับมิสเอ็กซ์พากันเดินออกมาที่สถานีรถไฟนันไกภายนอกเทอร์มินัล ฟ้าเริ่มสว่าง บรรยากาศรอบตัวเป็นโทนสีน้ำเงินหม่น ต้นไม้ไร้ใบสองข้างทางชูกิ่งขึ้นทักทายเซย์ไฮกับเรา ถ้าควักกล้องขึ้นมาถ่ายตอนนี้จะได้บรรยากาศแบบต่างประเท๊ศ-ต่างประเทศ (ภาษามิสเอ็กซ์: "โซอินเตอร์") ลมพัดมาแผ่วๆ แต่สะท้านผิวกายมากกว่าที่จะเรียกเพียงว่าแผ่ว ผมขยับเสื้อ กระชับฮู้ดให้แน่นหนา เราหายใจ ฟู่ ฟู่ เป็นควันขาวราวคู่รักเกาหลี ในขณะที่จริงๆ เป็นแค่เพียงคู่ซี้เกาเหลา

                สถานีรถไฟนี้เป็นฮับเชื่อมระหว่างเมืองกับสนามบิน มีสายรถไฟของสองบริษัทให้เราได้เลือกใช้ เจอาร์หนึ่ง นันไกอีกหนึ่ง ทั้งสองตั้งอยู่เคียงกัน แผนที่เราวางไว้คือเราจะเก็บตั๋วเจอาร์พาสบุฟเฟ่ต์เจ็ดวันที่ซื้อมาจากไทยไว้ก่อน ไว้ค่อยใช้ช่วงกลางๆ ทริป ซึ่งจะคุ้มกว่า เพราะช่วงนั้นจะต้องนั่งรถไฟไปมาระหว่างเมืองที่อยู่ไกลกัน ดังนั้นตอนนี้เราเลยต้องเลือกว่าจะใช้รถไฟของนันไกหรือเจอาร์เพื่อเข้าเมืองดี

                นันไกฝ่ายน้ำเงินชื่อฟังดูเป็นญี่ปุ่นจ๋า เธอสวมกิโมโนเต็มยศเชื้อเชิญ "อิราไชมาเซ" ชวนให้เผลอใจ ส่วนฝ่ายแดงชื่อเป็นฝรั่งมังค่า หน้าตาทันสมัย มาในชุดสูทโอแอล (ออฟฟิศเลดี้) ดูเฉิดฉาย ศักดิ์ศรีของทั้งของฝ่ายทัดเทียมกัน ไม่มีใครน้อยหน้าใคร จะเลือกอย่างไรล่ะนี่

                จากการศึกษา ผมพบว่าตั๋วรถไฟนันไกจะถูกกว่าเล็กน้อย เมื่อรวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เดี๋ยวเราจะได้นั่งรถเจอาร์จนหนำใจจากตั๋วบุฟเฟ่ต์แน่ๆ เราจึงตัดสินใจเลือกขึ้นนันไกฝ่ายน้ำเงินก่อน

                 เบื้องหน้าคือบิลบอร์ดผังรถไฟที่ติดอยู่บนตัวอาคาร เส้นสายหลากสีสัน - มากกว่าจำนวนของสีรุ้ง - ลัดเลาะซอกซอนกันและกันเกิดเป็นรูปโครงข่ายขนาดมหึมา แต่ละเส้นถูกตัดด้วยจุดสีขาวแสดงตำแหน่งสถานี แต่ละจุดมีตัวหนังสือบอกชื่อสถานที่ จำนวนเงินที่ใช้ในการไปถึง สายรถไฟที่ผ่าน และข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่สามารถถอดความได้ เราทั้งคู่ยืนงงจังงังราวกับถูกสะกดจิต มิสเอ็กซ์หันมาถามผม เสียงสั่นเครือขาดเป็นห้วงด้วยความหนาว

                "แก เราต้องไปลงที่สถานีอะไรวะ"

...

                ช่วงนี้ขอให้ท่านผู้มีเกียรติแฟลชแบ็คไปยังช่วงวางแผนเตรียมตัวที่ไทย ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของสายรถไฟในญี่ปุ่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมกังวลและบ่นถึงเสมอๆ ม