บางทางก็ต้องถาม

posted on 03 Sep 2009 21:20 by champcpe in chapter

 

หมายเหตุ : นางมารร้ายในเจแปน เป็นเรื่องยาว หากท่านเพิ่งหลงเข้ามา กรุณากดที่ Chapters  เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันอย่างมีอรรถรสครับ

.....


บางทางก็ต้องถาม

 

                เราหลง

                หลังจากขบคิดกับเกมฝึกสมองประลองไอคิวร้อยแปดสิบกับปัญหารถไฟวงกตพิศวงแล้ว เราก็หาทางออกมาโผล่ที่สถานี ชิน-อิมามิยะจนได้ โชคดีที่เป็นทางที่ถูก ไม่พัดพาเราไปชานเมืองไหนให้เราต้องนั่งหน้าเศร้าที่ป้ายรถเมล์กลางทุ่งนา รอรถที่ผ่านมาวันละคัน เคล้าเสียงกาดำที่ร้องเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "เจ้าโง่ เจ้าโง่"

หนทางต่อไปของเราคือตระเวนให้เจอโรงแรมนิวชูโอ จุดหมายปลายทางในสเตจนี้

                และเรากำลังหลง

                จริงๆ เราไม่ควรจะหลงเลย เพราะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยแล้ว ปลอดภัยอีก เซฟทีคัทเป็นสิบๆ ชั้น ไม่ว่าจะปรินท์แผนที่จากเว็บของโรงแรม จากเว็บรวมโฮสเทล ปรินท์แม้แต่กระทั่งรูปอาคารโรงแรมว่ามีสัดส่วนเชฟบ๊ะอย่างไร สุดโต่งไปจนขนาดปรินท์แผนที่จากกูเกิลเอิร์ธ เห็นต้นไม้เป็นต้นไม้ เห็นดาดฟ้าตึกเป็นดาดฟ้าตึก มีรายละเอียดตั้งแต่ศีรษะมนุษย์ไปจนถึงถังขยะ บางทีถ้าซูมดีๆ จะเห็นชนิดของขยะจนแทบจะแยกรีไซเคิลได้เลยว่า อันไหนขยะสด อันไหนพลาสติก กระป๋องน้ำ ขยะแห้ง

                แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นก็ไม่เท่ามือคลำจริงๆ ไม่ว่าเราจะเตรียมตัวดีอย่างไร จะตัดก่อนตาย เตือนก่อนวายวอดอย่างไรก็ตาม หากพระเจ้าลิขิตให้เราหลงด้วยว่าท่านนึกตลกแล้ว เราก็จะหลงเสมอ

                เท่าที่ผมจำได้คือไอ้เจ้าโรงแรมนิวชูโอ มันอยู่ข้างๆ สปาเวิลด์ สันนิษฐานว่าสปาเวิลด์นี่เป็นชื่อเป็นตึกแห่งการแช่น้ำร้อน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักอันหนึ่งในการมาญี่ปุ่นของผม

                รายละเอียดจากเว็บไซต์ของโรงแรมก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากในจังหวะนี้ ทั้งๆ ที่ตอนที่อ่านที่บ้าน รหัสไปรษณีย์หนึ่งหมื่นเก้าพัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย มันก็ดูออกจะง่ายนี่นา ไม่น่าจะหลงได้ ความยากระดับศูนย์ดาวคือสิ่งที่ผมดูแคลนไว้ล่วงหน้า แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าคือความยากระดับดับเบิลเอส

                "โรงแรมนิวชูโอ อยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟนันไก ชิน-อิมามิยะ (Shin Imamiya) หรือสถานีรถไฟใต้ดิน โดบุสซึเอ็น-เมอิ (Dobutsuen Mae)"

นั่นคือตัวอักษรทั้งหมดที่บรรยายรายละเอียดสถานที่ตั้งของโรงแรม หลุมพรางที่นักเดินทางมือใหม่อย่างผมตกลงไปแข้งขากระดูกหักดังเป๊าะในประโยคนี้คือคำว่า ‘ใกล้ๆ'

                ‘ใกล้ๆ' แปลว่าอะไร (ภาษาอังกฤษต้นฉบับใช้คำว่า located near)

                ‘ใกล้ๆ' ต่างคนก็ต่างจิตใจ เหมือนคำว่าอร่อย คำว่าดี คำว่าเลว คำว่าสนุก คำว่าตลก คำว่าสุข คำว่าทุกข์ ต่างคนก็เห็นต่างกัน ร้อยคนเห็นร้อยแบบ พันคนก็เห็นพันแบบ

                คำว่าใกล้ๆ ของผม อาจจะหมายถึงเห็นลิบๆ อยู่นั่น เดินเท้าไม่ถึงสองนาที คำว่าใกล้ๆ ของคุณอาจจะหมายถึง ต้องใช้พาหนะที่เรียกว่าเท้าสาวไปห้านาที สิบนาที  คำว่าใกล้ๆ ของนักวิ่งมาราธอนอาจจะหมายถึงสิบกิโลเมตร คำว่าใกล้ๆ ของนักบินอวกาศอาจหมายถึงสามร้อยกิโลเมตร เนื่องจากจากมุมมองของจรวด สามร้อยกิโลเมตรเป็นระยะทางแค่คืบนิ้ว

                แล้วคำว่าใกล้ๆ ของคนญี่ปุ่นล่ะ คือระยะทางเท่าใด นี่เป็นคำถามที่ชี้เป็นชี้ตายในเวลานั้น และเป็นคำถามที่บั่นทอนสุขภาพน่องของพวกเรามาก

                เราเดินลากกระเป๋าเดินทางใบย่อม (ในกรณีของผม) และใบใหญ่ (ในกรณีของมิสเอ็กซ์) จนหนำใจ เซย์ไฮโยโกโซะเจแปนเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง กว่าที่จะตัดสินใจได้ว่าต้องถามใครสักคน

                เมื่อมาคิดย้อนดูแล้วเป็นการอดทนที่ยาวนานมาก ทั้งๆ ที่การถามอาจจะใช้เวลาเพียงเศษเสี้ยวของนาที แต่เรายอมเสียเวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะไม่ยอมเสียหน้า เพื่อจะพบว่าสุดท้าย ความพยายามที่ทำมามีค่าเท่ากับตัวเลขกลมๆ, ศูนย์

                ถ้าให้อีสปมาเล่า คำสอนตอนจบนิทานของเขาคงเป็นประโยคนี้

                Ask, and you shall receive

                ขอสิ แล้วคุณจะได้ในสิ่งที่อยาก, ถามสิ แล้วคุณจะเจอในสิ่งที่หา

                หรือไม่ใช่?

 

                พบตัวอย่างทดสอบที่หนึ่ง : ชายชราอายุราวหกสิบปีในเสื้อสีเหลืองสด กระเป๋าเสื้ออาจมีเงินฟ่อนมัดหนาค่าไถ่ครอบครัวจากยากูซ่า เนื่องจากหน้าตาเคร่งเครียดเกินกว่าจะพูดได้ว่าอยู่ในสภาวะอารมณ์ปกติ เขากำลังจะเดินข้ามถนน ในขณะที่มิสเอ็กซ์ปรี่ตรงเข้าหาหมายจะถามทาง

                "Excuse me, where is New Chuo?" เธอระเบิดคำถาม

                "..." เขาทำสีหน้าเหวอๆ, ระแวง, ขมวดคิ้วนิ่วหน้าและเดินจากไปในที่สุด ปล่อยมิสเอ็กซ์ไว้ตามลำพังกลางสายลมหนาวเดือนมีนา มีแทรคแบ็คกราวนด์เป็นเสียงหัวเราะคิกคักแบบกลั้นไม่อยู่ของผม, ซึ่งเลว, รู้ตัวดี

                ตัวอย่างทดสอบที่สอง : แม่บ้านวัยราวสี่สิบ มือหนึ่งถือถุงขยะประจำวันของครอบครัว

                "Excuse me, could you please show me how to get to New Chuo Hotel?"

                "..." เธอยิ้ม สั่นหัวน้อยๆ เป็นท่าทางสากลว่า "อิชั้นคุยแต่ภาษาญี่ปุ่นค่ะ" โค้งทำมุมห้าองศาและรีบเดินงุดๆ เข้าเคหสถานไป ปล่อยผมไว้กับเสียงหัวเราะแบบไม่พยายามที่จะกลั้นของมิสเอ็กซ์, ซึ่งเป็นการโต้ตอบที่ผมเลวใส่เธอก่อน, รู้ตัวดี

                อนึ่ง การโค้งห้าองศาเป็นการโค้งระยะทำมุมสั้นที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ดูจากอากัปกิริยาของผู้กระทำในกรณีนี้ประกอบแล้ว น่าจะหมายถึง ‘ฉันกลัวแก แกปล่อยฉันไปเถอะ'

                ตัวอย่างทดสอบที่สาม : เด็กนักเรียนชั้นประถม สะพายเป้เดินเตาะแตะมาแต่ไกล

                "Excuse me.." เรายกมือถามพร้อมกัน

                เด็กน้อยตะลึงงัน กลับหลังหันวิ่งหนีหน้าตั้งราวกับเจอปีศาจคอยาว

 

                สามตัวอย่างทดสอบที่ผิดพลาด ทำให้ผมเกิดบรรลุสัจธรรมในศาสตร์ของการถามทาง เขียนเป็นฮาวทูแบบนิตยสารคลีโอได้ดังนี้

วิธีถามทางให้ประสบผลสำเร็จด้วยตนเอง

  1. ต้องเลือกถามอย่างถูกต้องมีกาลเทศะ อย่าเลือกคนที่แก่เกินไป ให้สังเกตการแต่งตัวและหน้าตาด้วยว่าเขาต้องรีบไปที่ไหนหรือเปล่า เขาเป็นมิตรและมีออร่าแห่งการช่วยเหลือหรือไม่ ถ้าจะให้ดี เลือกคนที่มาเป็น กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว, ถ้าถามกับป้ากับลุง กับเด็กอนุบาล เปอร์เซ็นต์ประสบความสำเร็จจะต่ำเรี่ยเตี้ยติดดินมาก!
  2. ให้เลือกคนที่ต้องอยู่กับที่อยู่แล้ว การถามทางกับคนที่ต้องทำงานอยู่กับที่ตรงนั้น คือเขาไม่สามารถหนีไปที่ไหนๆ ได้อีกแล้ว คือการถามทางที่มีโอกาสจะเวิร์คสูง อาชีพที่ต้องทำงานอยู่กับที่ เช่น ยาม ตำรวจ (ยืนอยู่ทั่วไป หรือเดินเข้าไปถามในสถานีก็ได้) เจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟ (ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี และพูดภาษาอังกฤษได้ดี) พนักงานร้านสะดวกซื้อ (มุขนี้หลังๆ เราจะใช้บ่อย เพราะร้านสะดวกซื้อมีทุกหัวระแหงจริงๆ) เจ้าหน้าที่ต้อนรับของอาคารต่างๆ (มักจะมีความรู้ในละแวกนั้นเป็นอย่างดี) 
  3. ฝึกทำท่า 'ยิ้มแย้มแต่กังวล' ให้เชี่ยวชาญ คือควรทำสีหน้าประมาณว่า "ฉันเป็นมิตรนะ แต่ตอนนี้ฉันหลงจริงๆ ดังนั้นฉันยิ้มพอประมาณให้คุณเก็ตไอเดียนะว่าฉันเป็นคนปกติ โอเค ไม่ได้มีพิษภัยใดๆ และที่สำคัญ เป็นมิตร แต่ฉันกำลังประสบปัญหาอยู่ ช่วยฉันหน่อยเถิดนะจ๊ะ"
  4. อย่ารุมถาม นอกจากว่าคุณเป็นกลุ่มคนที่ดูนักท่องเที่ยวมากๆ จริงๆ ลองจินตนาการดูเองว่า หากคุณเดินเล่นอยู่ในกรุงเทพ แล้วมีชายทมิฬจำนวนมากมาล้อมหน้าล้อมหลัง คุณจะทำอย่างไร? กอไก่ หนีจากสถานที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด ขอไข่ แจ้งตำรวจ คอควาย หาตัวช่วย งองู ถูกทุกข้อ คำตอบที่ถูกต้องคืององู กรณียกเว้นคืออย่างที่ได้กล่าวไปว่า หากคุณดูเป็นนักท่องเที่ยวผู้เป็นมิตรมากๆ จริงๆ เช่นกลุ่มสาววัยกระเตาะที่แบกเป้หมีพูห์คนละใบ หรือกลุ่มชายวัยรุ่นหน้าตาสะอาดสอ้านวัยยี่สิบต้นๆ ในชุดลำลองสีเอิร์ธโทน กรณีที่ลักษณะภายนอกของท่านเป็นอย่างนี้กล่าวมานี้ ให้ลองถามกลุ่มคนซึ่งมีเพศตรงข้ามกับท่านแล้วจะประสบความสำเร็จแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น อาจจะได้มากกว่าการถามทางเสียด้วยซ้ำไป
  5. ใช้ประโยคที่ง่ายกว่าเสมอ ถึงแม้จะสุภาพน้อยกว่าก็ตาม เราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าคู่สนทนานั้นพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่ ถ้าได้ พูดได้ดีขนาดไหน นี่ยังไม่คำนึงถึงเรื่องสำเนียงการออกเสียงที่ต่างกันดั่งคนปักษ์ใต้กับคนเหนือเจ้า ดังนั้น พูดให้ชัดเข้าไว้ เน้นคำสำคัญเข้าไว้ ในกรณีนี้ เน้นที่ "นิวชูโอ โฮเต็ล" เข้าไว้ ไม่ต้องสำเนียงคำอื่นมาก นอกจากจะมั่นใจว่าคู่สนทนาโอเคกับสำเนียงเราแล้วจริงๆ อย่ามาอ้อม "Could you please tell me how to go to ..." อย่ามา! ให้ถาม "Where is ....?, please" ก็พอแล้ว จะได้ชัวร์ๆ!
  6. เริ่มต้นด้วยคำของภาษาเขา เช่นคำว่า excuse me หากพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ซุมิมาเซ็น (sumimasen) จะเก๋กู้ดกว่ามาก นอกจากมีความหมายเหมือนกันแล้ว  ยังมีข้อได้เปรียบคือ ผู้ถูกถามจะมีความประทับใจแรกต่อเรามากกว่าเริ่มถามเป็นภาษาอังกฤษ หากจะมองอีกนัยหนึ่ง ว่าคำซุมิมาเซ็นเป็นเหยื่อล่อก็พอได้ เพราะหากพูดว่า excuse me ก่อนแล้วละก็ ชาวญี่ปุ่นบางคนจะหนีไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกเรือจากปากอ่าว


    อนึ่ง ถ้าท่องประโยคสนทนาง่ายๆ ในภาษาญี่ปุ่นก่อนไปได้จะดีมาก ประโยคถามทางคือ "[ชื่อสถานที่] wa doko desu ka?" ส่วนคำตอบนั้นให้ดูท่าทางแล้วกะประมาณเอา

 

                ตัวอย่างทดสอบที่ประสบความสำเร็จ : มิสเอ็กซ์เดินตรงเข้าไปถามในร้านขายยาแถวนั้น ผลปรากฏคือลุงเจ้าของร้านเดินออกมาบอกทางอย่างละเอียดด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ท่าทางชี้มือไม้ของเขาก็เป็นประโยชน์มากพอ ที่จะพาพวกเรามาจนถึงโรงแรมนิวชูโอได้ในที่สุด

                รวมระยะเวลาที่เสียไปในเควสต์ค้นหาโรงแรม, หนึ่งชั่วโมงถ้วน

                แฮปปี้ เอนดิ้ง. สวัสดี. พบกันใหม่โอกาสหน้า. ฟินาเล่. เฟดมืด.

                เพลง Ode to Joy ของบีโธเฟนขับกล่อมผู้ชมเข้าสู่นิทรารมย์ เครดิตผู้สร้างค่อยๆ เลื่อนขึ้นพร้อมกับฉากหลุดๆ ของนักแสดง

 

ยังไม่จบนะครับ!

พบ "นางมารร้ายในเจแปน" ได้ทุกๆ สองวัน 
อ่านแล้วชอบไม่ชอบอย่างไร คอมเมนต์ไว้ได้ครับผม :-)

Comment

Comment:

Tweet

หนึ่งชั่วโมงเชียวหรอคะ

แต่วิธีถามทางน่าจะมีประโยชน์มากจริงๆนะคะbig smile
555555
นางมารดูสงบๆนะครับช่วงนี้..

ดูเป็นการเล่าประสบการณ์แบบปรกติๆ




รออ่านต่อไปคร๊าบบบ open-mounthed smile

#26 By Daisuke*-0- on 2009-09-05 22:07

sad smile เอ่อ...

#25 By WorSilly on 2009-09-05 13:26

อือ...
ยังไงงะ
ไม่รู้tongue question

#24 By bank (110.49.98.36) on 2009-09-05 10:26

Mission I completed !!~ ^^

ไปญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษรู้สึกจะไม่ค่อยมีประโยชน์เลยล่ะค่ะ ^^"
เคยถามทางไปธนาคาร อุตส่าห์ bank คำเดียวแล้ว
เค้าก็ยังงง จนต้องควักแบงค์ขึ้นมา แล้วก็ เยนๆ~ = ="

แต่ชอบคำแนะนำข้อ 4 จังเลยค่ะ.. 5555+ ;p

#23 By littlegiftz on 2009-09-05 00:28

big smile ชอบภาพค่ะ สวยดี

มีโครงการไปญี่ปุ่นปีหน้า

ใช้ตอนนี้เป็นประโยชน์ได้ดีเลยค่ะbig smile big smile big smile

#22 By Poke_ple on 2009-09-04 19:31

ขอแจ้งว่ามาติดตามอ่านอยู่ห่างๆ
big smile

#21 By Tee (218.25.164.190) on 2009-09-04 16:28

คิดถึงเวลามีฝรั่งมาถามทางเลย
เราก็ต้องทำตัวยุ่ง รีบวิ่งหนีสุดๆbig smile

โชคดีที่หาโรงแรมเจอ
เวลา 1 ชม ไม่เยอะเท่าไหร่เนอะ
เข้าที่พักแล้วอย่าหลับนาน รีบออกมาเที่ยวเร็ว ๆ ล่ะ

#19 By Bxjapan on 2009-09-04 14:35

แค่ลองดูภาพแผนที่รถไฟใต้ดินญี่ปุ่น
นี่ก็แบบว่างงที่สุดในสามโลกแล้ว
นี่มาหลงฝั่งบนดินอีก หลอนครับ

แต่ก็ดีที่มาถึงจนได้ เย้

ปล. ภาพระกอบ
ทำให้ผมนึกถึงกระสือแฮะ

confused smile confused smile confused smile

#18 By h|b|b on 2009-09-04 14:00

ลุ้นว่าจะได้เที่ยววัดหรือเปล่า confused smile
โอ๊ะ เป็นความรู้สึกอยู่ในเขาวงกตจริงๆด้วย

แถมเป็นการต้องพึ่งทักษะการเอาตัวรอดสุดฤทธิ์

สนุกดีค่ะ พี่แชมป์

รออ่านต่อนะค่ะHot!

#16 By finch on 2009-09-04 10:55

ถึง คุณแชมป์

ดูท่าหนทางของวิบากกรรมทริปนี้ยังต้องไปอีกไกลแน่ ๆ sad smile

#15 By Old Mustang on 2009-09-04 10:39

คุณลุงคนนั้นคงอธิบาย(ด้วยท่าทางมือ)ได้ดีน่าดูเลยนะคะconfused smile
ในที่สุดก็เจอที่พักซะที เย้ๆ>W<


ปล.ได้วิธีถามทางดีๆมา6วิธี มีโอกาสจะเอาไปใช้นะคะ big smile

#14 By canta+! on 2009-09-04 10:05

งั้นจะรอตอนต่อของเอ็นเครดิต big smile

เอ็นทรี่นี้ได้ประโยชน์ๆ

#13 By Seam - C on 2009-09-04 08:37

ครั้งนี้ไม่ร้ายแหะcry

#12 By Variety-Phet on 2009-09-04 05:48

รูปตอนนี้วาดสวย ชอบตอนหัวเราะ (ทำเลวใส่กัน)
นึกภาพออก confused smile

ในความรู้สึกเรานะ..
พอใส่ฮาวทู 1 2 3 4 ดูจริงจังไปจ้ะ
อารมณ์ซีรี่ย์ชะงักนิดนึง :)

#11 By ไอ้แป้น : i-phan on 2009-09-04 02:52

ข้อ2 ผมเคยลองแล้วพลาดครับ เพราะสถานที่ที่ผมจะไปมันอยู่ห่างออกไปอีกหน่อย ทำให้คนๆนั้นไม่สามารถนำทางไปได้ และเหมือนจะกลายเป็นรบกวนเวลางานของเขาไปด้วย sad smile

ปล.แต่ในข้อเดียวกันนี้ผมเจอพี่ที่อยู่ที่ร้านขายโทรศัพท์มือถือคนนึง มาช่วยแปลบทสนทนาระหว่างผมกับลุงญี่ปุ่นให้ ใจดีมาก น่ารักด้วย

#10 By SkyKiD on 2009-09-04 01:25

ตอนไปญี่ปุ่น เจอสาวญี่ปุ่นคนนึง น่ารักด้วย
เข้าไปถามทาง (ทั้งๆที่รู้ทางอยู่แล้ว)
เธอพูดภาษาอังกฤษได้!!! บอกทางเสร็จให้ถ่ายรูปคู่ด้วยอะ!!!

นี่อาจจะเป็นของหายากในญี่ปุ่นเนอะ!open-mounthed smile

#9 By บองเต่า on 2009-09-03 22:46

การหลงทางในญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริงๆ เคยได้ยินเพื่อนบอกว่าแม้แต่ป้ายบอกทางยังมีแต่ภาษาญี่ปุ่น

#8 By Nw.kana Quatre on 2009-09-03 22:06

ไตรภาคแน่ๆครับ งานนี้ open-mounthed smile

#7 By clock on 2009-09-03 22:05

สุดท้ายก็ได้พักสินะคะ
ต้องขอบคุณคุณลุงคนนั้นbig smile

#6 By namnampai on 2009-09-03 22:00

ดีแล้วที่หาเจอภายในชั่วโมงเดียว ถ้าหลงนานกว่านี้คงไม่สนุกแน่open-mounthed smile
ตอนก่อนไปยุ่น เพื่อนผู้เคยไปเยือนถิ่นมาบอกกล่าวเป็นประสบการณ์ว่า

"แก Sumimasen ให้เหยื่อตายใจก่อนนะ ... แล้วก็แร๊พอังกฤษใส่ไปเลย ยังไงมันก็หนีเราไม่รอด"

พอไปลองทำดู สรุปว่า ชาวท้องถิ่นเขาก็เว้าภาษาถิ่นใส่กลับมาเป็นชุด กลายเป็นว่าไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่ ... sad smile
เพราะเขาได้เข้าใจแล้วว่า เราเข้าใจภาษาเขาอย่างดี(สินะ?)

#4 By dreamy on 2009-09-03 21:56

อ้าว จบแล้วเรอะ เพิ่งถึงญี่ปุ่นเองsad smile

#3 By Ruchesmowse on 2009-09-03 21:55

ผมก็เคยหลงทางในโตเกียวครับ แต่พอดีอาศัยถามเจ้าหน้าที่ต่างๆ เลยรอดมาได้ จนปีหลังๆ ยังไงๆ ก็ต้องถามเป็นภาษาญี่ปุ่นครับ พร้อมหยิบแผนที่มากางให้คนญี่ปุ่นชี้ๆ โดยไม่ต้องพูดซักคำ เอิ้กๆ

#2 By overtime on 2009-09-03 21:53

ฟินาเล่

เรื่องถามทางนี่ปัญหาใหญ่มากๆเลยนะคะที่ญี่ปุ่น

ตอนที่เคยไปเที่ยวก้หลงเหมือนกัน

ถามทางนี่ภาษามือกันสุด เพราะเหมือนเค้าก้พูดอังกฤษกันไม่ค่อยได้

คุยกันเมื่อยมือทีเดียว

#1 By PEACE on 2009-09-03 21:49